สรุปงบล่าสุด TOPP
บริษัท ไทย โอ.พี.พี. จำกัด (มหาชน)
สรุปงบการเงิน
ไตรมาสที่ 3 ปี 2567
สรุปสั้น
ยังไม่มีรายละเอียด อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล
สรุปด้วย AI(O) BOT
## บริษัท ไทย โอ.พี.พี. จำกัด (มหาชน) (TOPP) ไตรมาส 3/2567: ผลประกอบการและแนวโน้มอนาคต
บริษัท ไทย โอ.พี.พี. จำกัด (มหาชน) (TOPP) ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2567 มีกำไรสุทธิ 24.17 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 3/2566 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 32.64 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของกำไรขั้นต้นในส่วนงานสติกเกอร์และฟิล์มพลาสติก โดยส่วนงานสติกเกอร์มีกำไรขั้นต้นลดลง 18.9% เนื่องจากยอดขายลดลง 8.7% ส่วนงานฟิล์มพลาสติกมีกำไรขั้นต้นลดลง 12.6% เนื่องจากอยู่ในช่วงขยายโรงงานและทดสอบเครื่องผลิตฟิล์ม ส่งผลให้มีต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนงานหลอดมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึง 363.8% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น 10.6% และค่าใช้จ่ายการผลิตที่ลดลงโดยเฉพาะค่าไฟฟ้า นอกจากนี้ รายได้อื่นๆ ลดลงจากการรับรู้ขาดทุนจากการขายกองทุน 4เธ0-05เบ8 ที่ประกาศเลิกกองทุนในช่วงไตรมาสนี้
บริษัทมีแผนที่จะขยายธุรกิจและขยายกำลังการผลิตในอนาคต โดยเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายสัดส่วนลูกค้าในต่างประเทศ และเพิ่มยอดขายในกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง บริษัทคาดการณ์ว่าในอนาคตจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น และจะสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง
จากผลประกอบการในไตรมาส 3/2567 และอัตราส่วนทางการเงินย้อนหลัง บริษัท TOPP อาจเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ แต่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ
- บริษัทมี **D/E ที่ต่ำกว่า 1** แสดงถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทมี **อัตรากำไรสุทธิ 7.06%** **P/E อยู่ที่ 8.58** **P/BV อยู่ที่ 0.62** **Yield อยู่ที่ 3.95%** **ราคาเฉลี่ยย้อนหลังในช่วง 3 ไตรมาส 2567** อยู่ที่ **40.81 บาท** **วงจรเงินสดอยู่ที่ 122.41**
- **จุดแข็ง**
- D/E ต่ำ แสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
- Yield สูงกว่า 4% อาจเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรับเงินปันผล
- มีการลงทุนต่อยอดธุรกิจในอนาคต
- อัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับที่สูง
- วงจรเงินสดต่ำ แสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงินสด
- **จุดอ่อน**
- กำไรสุทธิในไตรมาสล่าสุดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- อาจมีความเสี่ยงจากการขยายกำลังการผลิต
- การแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยังคงรุนแรง
- อาจมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าดิบ
สำหรับนักลงทุนที่มีระยะเวลาการลงทุนระยะยาว อาจพิจารณาลงทุนใน TOPP เพื่อรับผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัทและเงินปันผล แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรระยะสั้น อาจต้องติดตามผลประกอบการและข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะราคาหุ้นมีความผันผวนตามผลประกอบการและปัจจัยภายนอก
**หมายเหตุ:** ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน
(5.48%)
(8.08%)
(9.42%)
(10.05%)
(3.76%)
(16.74%)
(5.51%)
(2.48%)
(4.37%)
(25.96%)
(178.46%)
(57.06%)