เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
โบรกเกอร์ FSSIA ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายหุ้น AH รับกำไรฟื้นตัว แม้ธุรกิจ OEM ยังเผชิญแรงกดดัน
ข่าวสาร

โบรกเกอร์ FSSIA ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายหุ้น AH รับกำไรฟื้นตัว แม้ธุรกิจ OEM ยังเผชิญแรงกดดัน

AH P/E 6.30 YIELD 5.10
3 อาทิตย์ 19:08 น. 0 ความเห็น

สรุปประเด็นสำคัญและคำแนะนำการลงทุน

บริษัทหลักทรัพย์ FSSIA ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้น AAPICO Hitech (AH) โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2569 ขึ้นเป็น 17.00 บาท (จากเดิม 15.00 บาท) โดยยังคงคำแนะนำ "ถือ" (HOLD) เนื่องจากคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจประมาณ 5% ต่อปี ทั้งนี้ การปรับราคาเป้าหมายสะท้อนถึงการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้น 5% เป็น 858.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโต 11.8% จากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า โดยใช้การประเมินมูลค่าด้วย P/E ที่ 7.0 เท่า

วิเคราะห์ผลประกอบการและปัจจัยขับเคลื่อน

ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2569 (1H26) มีการฟื้นตัวของกำไรหลักเพิ่มขึ้น 22.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) แม้รายได้รวมจะหดตัวลง 2.3% ก็ตาม โดยได้รับปัจจัยบวกจาก อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น มาอยู่ที่ 9.4% (จาก 8.6% ใน 1H25) รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (OEM) ยังคงเผชิญกับ แรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่รายได้ลดลง 12.4% และจีนที่ลดลง 8.6% ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่ชะลอตัวและการปรับเปลี่ยนสายการผลิตของลูกค้า

ข้อสังเกตและแนวโน้มในอนาคต

นักวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มการดำเนินงานในครึ่งปีหลังของปี 2569 (2H26) มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก เนื่องจากตลาดในประเทศไทยยังคงอ่อนแอ ประกอบกับการสิ้นสุดโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ VinFast และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน แม้ว่าธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในมาเลเซียจะมีการเติบโตที่ดี แต่ด้วยสัดส่วนรายได้ที่จำกัดเพียง 24% ของรายได้รวม จึงไม่สามารถชดเชยความอ่อนแอในตลาดหลักได้ทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายจากการที่ลูกค้าบางรายหยุดสายการผลิตชั่วคราวเพื่อปรับปรุงโรงงาน ซึ่งแม้จะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาประมาณ 100 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยส่วนที่ขาดหายไปได้

สรุปภาพรวมการเงิน

ในภาพรวมปี 2569 FSSIA คาดการณ์กำไรสุทธิไว้ที่ 858.6 ล้านบาท และคาดการณ์กำไรปี 2570 ไว้ที่ 886.7 ล้านบาท โดยบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นและได้รับอานิสงส์จากบริษัทร่วม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงจากความต้องการยานยนต์ทั่วโลกที่อ่อนแอ และความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะถัดไป ทั้งนี้ สถานะทางการเงินของบริษัทถือว่ามีความแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt/Equity) ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 30.3% ในปี 2569 เหลือ 14.2% ในปี 2571

ยังไม่มีความคิดเห็น