ข่าวสาร
หดตัว 18% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) แต่ยังคง เติบโตได้ 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยกำไรที่ลดลงในรายไตรมาสมีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 1.1% จากการเพิ่มขีดความสามารถด้านการขนส่งของธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (CPAXT) ประกอบกับยอดขายที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย 1% จากปัจจัยฤดูกาลและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง “Buy” โดยคาดหวังการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในไตรมาส 4/2569 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของธุรกิจ รวมถึงปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น
CPALL กำไรไตรมาส 2 ปี 69 แตะ 7.5 พันล้านบาท โบรกฯ มองเป็นจังหวะสะสมรับการฟื้นตัวช่วงปลายปี
เมื่อวาน 11:46 น.
0 ความเห็น
สรุปภาพรวมผลการดำเนินงาน
สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส (ASPS) รายงานผลประกอบการ CPALL ในไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7.5 พันล้านบาทปัจจัยหนุนการเติบโตและแนวโน้มธุรกิจ
ในส่วนของการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ได้แรงหนุนสำคัญจากยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sale-SSS) ของ 7-Eleven ที่โตขึ้น 0.8% จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น รวมถึงการบริหารสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นส่งผลให้รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 11% และภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง 5% จากการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ชุดใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง ทั้งนี้ บล.เอเซียพลัส คาดการณ์กำไรปกติปี 2569 ไว้ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท (+16% YoY) โดยกำไรครึ่งปีแรกคิดเป็น 51% ของเป้าหมายทั้งปีข้อสังเกตและมุมมองการลงทุน
นักวิเคราะห์ประเมินว่าในไตรมาส 3/2569 กำไรมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามฤดูกาลที่เป็นช่วง Low Season ของหน้าฝนและผลกระทบจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ตาม บล.เอเซียพลัส ได้ปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 60.50 บาท (อิง PER 15.4 เท่า) พร้อมคงคำแนะนำสรุปคำแนะนำ
สำหรับนักลงทุนที่สนใจ CPALL บล.เอเซียพลัส ให้กรอบแนวรับทางเทคนิคไว้ที่ 46.00-47.00 บาท และแนวต้านที่ 50.00-51.00 บาท โดยมองว่าบริษัทมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีการบริหารจัดการด้าน ESG ในระดับแนวหน้า (SET ESG Ratings ระดับ AAA) แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวและการแข่งขันในอุตสาหกรรม แต่ด้วยแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนและการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นในช่วงปลายปี จะเป็นแรงส่งสำคัญให้ผลประกอบการโดยรวมทั้งปี 2569 เติบโตตามเป้าหมายที่ 16%ความคิดเห็น (0)
ยังไม่มีความคิดเห็น