เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
AU เผยกำไร Q2/2569 หดตัว 32% YoY กดดันจากต้นทุนวัตถุดิบพุ่งและค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น
ข่าวสาร

AU เผยกำไร Q2/2569 หดตัว 32% YoY กดดันจากต้นทุนวัตถุดิบพุ่งและค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น

AU P/E 19.84 YIELD 5.84
เดือนที่แล้ว 20:34 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมปรับตัวตามยอดขายสาขาเดิม ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากต้นทุนสินค้ากลุ่มมัทฉะที่สูงขึ้น

บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ AU รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 โดยมีรายได้จากการขาย 394 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) 3.3% ตามจำนวนลูกค้าชาวไทยที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิปรับตัวลดลงเหลือ 36 ล้านบาท ลดลง 32% YoY และลดลง 33% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบริษัทกำลังเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและขยายฐานรายได้ผ่านช่องทาง Modern Trade และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจสำคัญของผลประกอบการรอบนี้คือ "การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ" และ "ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้น" ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) และกำไรสุทธิ แม้ว่าบริษัทจะสามารถรักษาการเติบโตของรายได้ในภาพรวมไว้ได้ แต่แรงกดดันจากต้นทุนสินค้าบางรายการที่สูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มมัทฉะ ได้ฉุดให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ที่ 60.7% จาก 62.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

  1. ต้นทุนวัตถุดิบ: บริษัทระบุว่าต้นทุนสินค้าบางตัวมีราคาที่สูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยเดิม โดยเฉพาะวัตถุดิบในกลุ่มมัทฉะ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเมนูใหม่และเมนูยอดนิยม ส่งผลให้ GPM ปรับตัวลดลง
  2. ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน: ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 12% YoY มาอยู่ที่ 124 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ค่าโฆษณา และค่าเช่าพื้นที่ รวมถึงค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการขายและบริหาร
  3. รายได้จากแฟรนไชส์ลดลง: รายได้จากค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (80% YoY) เนื่องจากการยุติสัญญาแฟรนไชส์ในฮ่องกงและกัมพูชา

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

ปัจจัยด้านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นมีลักษณะเป็น "ความท้าทายที่ต้องติดตาม" เนื่องจากราคาวัตถุดิบมีความผันผวนตามสภาวะตลาด อย่างไรก็ตาม บริษัทพยายามแก้เกมด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และขยายช่องทาง Modern Trade เพื่อเพิ่มยอดขายและกระจายความเสี่ยง ส่วนค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการขยายสาขาเป็นกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลต่อกำไรในระยะสั้น แต่บริษัทคาดหวังว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในอนาคต

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ: 36 ล้านบาท ลดลง 32% YoY และ 33% QoQ
  • รายได้จากการขาย: 394 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% YoY แต่ลดลง 6% QoQ
  • SSSG: เติบโต 3.3% YoY แต่ลดลง 6.7% QoQ เนื่องจากยอดขายต่อบิลลดลง
  • อัตรากำไรขั้นต้น: อยู่ที่ 60.7% ลดลงจาก 62.4% ใน Q2/2568
  • การขยายสาขา: ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 มีสาขา After You รวม 60 แห่ง

ภาพรวมผลประกอบการ

รายได้รวมได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของลูกค้าชาวไทย แต่ถูกหักล้างด้วยกำลังซื้อที่ชะลอตัวในช่องทาง Modern Trade และการลดลงของรายได้แฟรนไชส์ต่างประเทศ อัตรากำไรสุทธิลดลงเหลือ 9.1% จาก 13.6% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงภาระต้นทุนคงที่และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่ารายได้

โอกาส

  • Modern Trade: การขยายช่องทางจำหน่ายผ่านแม็คโครและโลตัสด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น "Nugget Bucket" และสินค้าแช่แข็ง
  • การท่องเที่ยว: สัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างชาติยังคงอยู่ในระดับ 25% ซึ่งเป็นฐานที่แข็งแกร่ง
  • แผนขยายสาขา: เดินหน้าเปิดร้าน After You, ลูกก๊อ และร้านกาแฟ Specialty ในทำเลศักยภาพสูง เช่น ภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่

ความเสี่ยง

  • กำลังซื้อ: ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลกระทบต่อยอดขายต่อบิล (Ticket size)
  • ต้นทุนวัตถุดิบ: ความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลักที่อาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้นต่อเนื่อง
  • สถานการณ์ต่างประเทศ: ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและกัมพูชาที่ส่งผลต่อแผนการขยายธุรกิจแฟรนไชส์

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  1. การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนสินค้ากลุ่มมัทฉะและวัตถุดิบอื่นๆ
  2. ยอดขายสาขาเดิม (SSSG): การฟื้นตัวของยอดขายต่อบิลในไตรมาสถัดไป
  3. ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ใหม่: การตอบรับของตลาดต่อสินค้าที่วางจำหน่ายใน Modern Trade
  4. แผนการขยายสาขา: ความคืบหน้าในการเปิดสาขาใหม่ตามเป้าหมายปี 2569

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)

บริษัทเน้นการบริหารจัดการวัตถุดิบเป็นหัวใจหลัก โดยมีต้นทุนขายหลักคือวัตถุดิบ การที่ GPM ลดลงสะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ในขณะที่สัดส่วนรายได้จากร้านขนมหวานและเครื่องดื่มยังคงเป็นรายได้หลัก (73.6%) การปรับตัวของบริษัทผ่านการออกเมนูใหม่และกิจกรรม Collaboration (เช่น กับ Vinefru) เป็นกลยุทธ์สำคัญในการกระตุ้นยอดขายท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ 30 มิ.ย. 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 1,372 ล้านบาท ลดลง 10% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากการจ่ายเงินปันผลระหว่างงวด 204 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ในระดับต่ำที่ 0.42 เท่า สะท้อนสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและไม่มีเงินกู้ยืมที่มีภาระดอกเบี้ย

สรุปท้าย

ผลประกอบการ Q2/2569 ของ AU เผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้รายได้จะยังเติบโตได้เล็กน้อยจากยอดขายสาขาเดิม กลยุทธ์การขยายช่องทาง Modern Trade และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการฟื้นตัวของกำไรในครึ่งปีหลัง ท่ามกลางสถานะทางการเงินที่ยังคงแข็งแกร่งและไร้หนี้ที่มีดอกเบี้ย

ยังไม่มีความคิดเห็น