PRIN เผยกำไร Q2/2569 อยู่ที่ 16.85 ล้านบาท ลดลง 30.58% YoY กดดันจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น
รายได้รวมขยับขึ้นเล็กน้อย แต่กำไรสุทธิไตรมาส 2 ชะลอตัวจากแรงกดดันด้านต้นทุนอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น
บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIN รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวม 479.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 16.85 ล้านบาท ลดลง 30.58% จาก 24.28 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 แม้ภาพรวมรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ปัจจัยด้านต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่ารายได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรสุทธิในไตรมาสนี้
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 คือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของรายได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
1) หัวใจคืออะไร:
กำไรสุทธิลดลง 7.42 ล้านบาท หรือลดลง 30.58% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเป็น 323.07 ล้านบาท (คิดเป็น 69.71% ของรายได้จากการขาย) เทียบกับปีก่อนที่ 307.10 ล้านบาท (คิดเป็น 67.78% ของรายได้จากการขาย) ซึ่งสะท้อนถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายในสัดส่วนที่สูงขึ้น (จาก 67.78% เป็น 69.71%) บ่งชี้ถึงแรงกดดันจากต้นทุนการก่อสร้างหรือการบริหารจัดการโครงการที่สูงขึ้น แม้บริษัทจะสามารถทำรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ได้ 463.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.29% YoY แต่การเติบโตของรายได้ไม่สามารถชดเชยการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายที่ขยายตัวถึง 5.20% ได้ ทำให้กำไรขั้นต้นถูกเบียดบัง
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
แนวโน้มนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากต้นทุนขายที่สูงขึ้นสัมพันธ์โดยตรงกับรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ หากบริษัทไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนก่อสร้างหรือปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ แรงกดดันต่ออัตรากำไรอาจยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการสะสม 6 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงเติบโตได้ดี โดยมีกำไรสุทธิ 33.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 508.49% YoY จากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/2569: อยู่ที่ 479.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.30% YoY
- กำไรสุทธิ Q2/2569: อยู่ที่ 16.85 ล้านบาท ลดลง 30.58% YoY
- กำไรสุทธิสะสม 6 เดือน: อยู่ที่ 33.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 508.49% YoY จากการควบคุมค่าใช้จ่าย
- โครงสร้างรายได้ Q2: ทาวน์เฮ้าส์เป็นรายได้หลักที่ 274.48 ล้านบาท (+4.15% YoY) ขณะที่บ้านเดี่ยวลดลง 5.77% YoY
- ต้นทุนขาย: สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจาก 67.78% เป็น 69.71% ในไตรมาส 2
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้รวม 479.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน แต่กำไรสุทธิปรับตัวลดลงเนื่องจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลงานสะสม 6 เดือนแรก รายได้รวมอยู่ที่ 946.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.22% YoY และกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหารได้ดีขึ้น
โอกาส
การเติบโตของรายได้ในกลุ่มทาวน์เฮ้าส์และอาคารชุดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 แสดงถึงความต้องการในตลาดระดับกลาง-ล่างที่ยังคงมีอยู่ รวมถึงความสำเร็จในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงกำไรสุทธิสะสมให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ความเสี่ยง
ความเสี่ยงหลักคือการบริหารจัดการต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น รวมถึงความผันผวนของรายได้จากกลุ่มบ้านเดี่ยวที่ลดลงในไตรมาสนี้ ซึ่งอาจสะท้อนถึงการแข่งขันหรือความต้องการในเซกเมนต์ดังกล่าวที่ชะลอตัวลง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การบริหารจัดการต้นทุนก่อสร้างในไตรมาสถัดไปว่าจะสามารถลดสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ลงได้หรือไม่
- ยอดโอนในกลุ่มบ้านเดี่ยวว่าจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้หรือไม่ในครึ่งปีหลัง
- ประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ให้คงความต่อเนื่องเหมือนช่วง 6 เดือนแรก
- ทิศทางของต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) ที่อาจส่งผลต่อกำไรสุทธิ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 2/2569 มาจากทาวน์เฮ้าส์ 274.48 ล้านบาท (+4.15% YoY), บ้านเดี่ยว 127.85 ล้านบาท (-5.77% YoY) และอาคารชุด 61.10 ล้านบาท (+13.42% YoY) จะเห็นได้ว่าบริษัทมีการกระจายรายได้ที่หลากหลาย แต่การพึ่งพาทาวน์เฮ้าส์ยังคงเป็นสัดส่วนหลักที่ช่วยประคองรายได้รวมไว้ได้
สรุปท้าย
แม้กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จะปรับตัวลดลงจากแรงกดดันด้านต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมผลประกอบการสะสม 6 เดือนแรกยังคงแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารที่มีประสิทธิภาพ นักลงทุนควรจับตาความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนก่อสร้างในไตรมาสถัดไป เพื่อประเมินทิศทางของอัตรากำไรขั้นต้นที่จะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวของบริษัท