STOWER เผยผลงาน Q2/2569 ขาดทุนสุทธิ 16.73 ล้านบาท รับแรงกดดันต้นทุนบริการพุ่งสูง
รายได้รวมโต 10.30% จากธุรกิจโทรคมนาคมในฟิลิปปินส์ แต่กำไรขั้นต้นหดตัวจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง
บริษัท สกาย ทาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STOWER รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้จากการขายและบริการรวม 56.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แรงหนุนหลักมาจากธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศที่เติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ 16.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนขายและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่เร็วกว่ารายได้ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นลดลง
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจรอบนี้คือ "ต้นทุนบริการที่พุ่งสูงขึ้นในอัตราเร่ง" ซึ่งหักล้างการเติบโตของรายได้จากธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศ ทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 13.10 ล้านบาท ใน Q2/2568 เป็น 16.73 ล้านบาท ใน Q2/2569
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- รายได้เติบโตจากต่างประเทศ: รายได้จากธุรกิจโทรคมนาคมในฟิลิปปินส์ (สัดส่วน 84.72% ของรายได้รวม) เติบโตขึ้น 15.59% จากการขยายทีมวิศวกรเพื่อรองรับงานติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณ (Telecom Implementation Services) และการขยายฐานสถานีโทรคมนาคมภายใต้การดูแล (O&M) ที่มีมากกว่า 1,400 สถานี
- ต้นทุนเพิ่มในอัตราเร่ง: ต้นทุนรวมปรับตัวสูงขึ้น 7.29 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.64% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ที่ 10.30% โดยเฉพาะต้นทุนจากธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นถึง 31.13% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 5.28 ล้านบาท (ลดลง 27.72% YoY)
- การบริหารค่าใช้จ่าย: บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ซึ่งลดลง 8.36% แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการลดลงของกำไรขั้นต้นและภาระต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้น
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
- มีโอกาสต่อเนื่องในเชิงรายได้: การเติบโตของธุรกิจในฟิลิปปินส์มีแนวโน้มต่อเนื่องจากการขยายจำนวนสถานีในภูมิภาคใหม่ในปีหน้า
- ยังไม่ชัดเจนในเชิงกำไร: ความสามารถในการทำกำไรยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เนื่องจากต้นทุนบริการที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งอาจเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่อง หากบริษัทฯ ยังไม่สามารถบริหารจัดการประสิทธิภาพต้นทุนให้สอดคล้องกับการขยายตัวของรายได้
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม: 56.36 ล้านบาท (+10.30% YoY)
- กำไรขั้นต้น: 5.28 ล้านบาท (-27.72% YoY)
- ผลขาดทุนสุทธิ: 16.73 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้น 3.63 ล้านบาท หรือ 27.70% YoY)
- สัดส่วนรายได้: ธุรกิจในฟิลิปปินส์ครองสัดส่วนหลักที่ 84.72% ของรายได้รวม
- การควบคุมค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 8.36% สะท้อนประสิทธิภาพการจัดการภายใน
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้รวมปรับตัวดีขึ้นจากธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ธุรกิจในประเทศยังคงอยู่ในสถานะเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับงานประมูลภาครัฐ อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงและผลขาดทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงานในต่างประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
โอกาส
- การขยายฐานสถานีโทรคมนาคมในฟิลิปปินส์ไปยังภูมิภาคใหม่ในปีหน้า
- ความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องจักร และสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อรองรับงานประมูลภาครัฐในประเทศ
ความเสี่ยง
- ต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้
- การพึ่งพารายได้หลักจากธุรกิจในต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง (84.72%) ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการและปัจจัยภายนอก
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนบริการ (Cost Efficiency) ในธุรกิจโทรคมนาคมต่างประเทศ
- ความคืบหน้าของงานประมูลภาครัฐในประเทศ
- การเพิ่มจำนวนสถานีโทรคมนาคมในฟิลิปปินส์ตามแผนงาน
- แนวโน้มการลดลงของผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสถัดไป
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจในกลุ่มโทรคมนาคมและไฟฟ้า โดยเน้นงานสถานีไฟฟ้า งานชุบสังกะสี และงาน Fabrication ในประเทศ ซึ่งปัจจุบันรายได้ส่วนนี้ยังคงทรงตัว (-0.36%) ในขณะที่ธุรกิจโทรคมนาคมในฟิลิปปินส์เป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างรายได้ โดยมีการเพิ่มทีมวิศวกรและขยายการดูแลสถานีโทรคมนาคม (O&M) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระแสรายได้ในปัจจุบัน
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
บริษัทฯ มีฐานะการเงินที่มั่นคงด้วย D/E Ratio ต่ำเพียง 0.24 เท่า และมีอัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) สูงถึง 4.36 เท่า สะท้อนถึงสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการดำเนินงานตามแผนธุรกิจในอนาคต แม้จะมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานต่อเนื่อง
สรุปท้าย
STOWER ในไตรมาส 2/2569 เผชิญกับภาวะรายได้โตแต่กำไรหดตัว เนื่องจากต้นทุนบริการในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ แม้บริษัทจะมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและมีสภาพคล่องสูง แต่ความท้าทายสำคัญคือการพลิกฟื้นความสามารถในการทำกำไรผ่านการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่การเติบโตของรายได้ในฟิลิปปินส์ยังคงเป็นปัจจัยบวกที่ต้องติดตามความต่อเนื่องต่อไป