INSURE พลิกขาดทุน Q2/69 สู่กำไร หลังคุมค่าสินไหม-รายได้ลงทุนฟื้นตัว
รายได้ประกันภัยทรงตัว แต่กำไรจากการบริการดีขึ้น ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิลดลงจากไตรมาสก่อน
บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ INSURE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกกลับมามีผลขาดทุนสุทธิ 32 ล้านบาท จากที่เคยมีกำไร 36 ล้านบาทในปีก่อน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการระบุว่าธุรกิจหลักยังคงความสามารถในการทำกำไรได้ดี โดยมีกำไรจากการบริการประกันภัย 68 ล้านบาท และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายบริการประกันภัยสุทธิ (Net Combined Ratio) อยู่ที่ 94.9% ซึ่งยังต่ำกว่า 100% สะท้อนถึงผลการรับประกันภัยที่ยังคงมีกำไรโดยรวม ขณะที่ผลการดำเนินงานสะสม 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทบันทึกผลขาดทุนสุทธิ 154 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 92 ล้านบาทในปีก่อน โดยผลขาดทุนส่วนใหญ่รับรู้ไปแล้วในไตรมาส 1 จากภาระสินไหมทดแทนภัยพิบัติทางธรรมชาติ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ INSURE ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การพลิกกลับมามีผลขาดทุนสุทธิ 32 ล้านบาท จากเดิมที่มีกำไร 36 ล้านบาทในปีก่อน แม้ว่าธุรกิจหลักอย่างการบริการประกันภัยจะยังคงมีกำไรจากการดำเนินงาน (กำไรจากการบริการประกันภัย 68 ล้านบาท และ Net Combined Ratio ที่ 94.9%) แต่ปัจจัยกดดันหลักมาจาก การลดลงของรายได้จากการลงทุนสุทธิ และภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น รวมถึง ผลกระทบจากค่าสินไหมทดแทนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ซึ่งส่งผลให้ผลการดำเนินงานรวมสะสม 6 เดือนแรกยังคงขาดทุนสุทธิ 154 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2/2569 เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ประการแรก รายได้จากการลงทุนสุทธิลดลง 14.3% เนื่องจากบริษัทฯ ได้บริหารสภาพคล่องโดยการลดมูลค่าพอร์ตเงินลงทุนชั่วคราว เพื่อรองรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในปี 2568 ซึ่งการจ่ายคืนค่าสินไหมจากผู้รับประกันภัยต่อยังคงดำเนินต่อไป และคาดว่าสภาพคล่องจะกลับสู่ระดับปกติในระยะต่อไป ประการที่สอง ค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัยสุทธิเพิ่มขึ้น 2.0% โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าสินไหมของธุรกิจ Non-Motor ที่สูงขึ้น ประการที่สาม ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 28.1% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากฐานค่าใช้จ่ายในไตรมาส 2/2568 ที่ต่ำกว่าปกติเนื่องจากการกลับรายการค่าเผื่อหนี้สูญ แต่หากพิจารณาค่าใช้จ่ายดำเนินงานตามปกติ บริษัทฯ ยังคงสามารถควบคุมและลดค่าใช้จ่ายลงได้ประมาณ 4.7% สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับผลการดำเนินงานสะสม 6 เดือนแรกที่ขาดทุนสุทธิ 154 ล้านบาทนั้น เป็นผลจากภาระสินไหมทดแทนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในช่วงปลายปี 2568 ที่รับรู้ไปแล้วในไตรมาส 1/2569 ก่อนที่ผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2/2569
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว โดยมีโอกาสที่จะปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป ฝ่ายจัดการระบุว่า การลดลงของรายได้จากการลงทุนสุทธิเป็นเพียง "การลดลงชั่วคราว" เนื่องจากบริษัทฯ ได้บริหารสภาพคล่องเพื่อรองรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และกำลังอยู่ในกระบวนการเรียกคืนเงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้กระแสเงินสดและสินทรัพย์ลงทุนปรับตัวกลับเข้าสู่ระดับปกติเมื่อกระบวนการรับชำระเงินเสร็จสิ้น นอกจากนี้ การที่ Net Combined Ratio ยังคงต่ำกว่า 100% แสดงให้เห็นว่าธุรกิจรับประกันภัยหลักยังคงมีกำไรอยู่ และการที่ค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัยสุทธิเพิ่มขึ้นนั้นมีสาเหตุหลักมาจากค่าสินไหมของธุรกิจ Non-Motor ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม แต่โดยรวมแล้ว แนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ฝ่ายจัดการคาดว่าการดำเนินงานด้าน ESG จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ และคาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนจะทยอยกลับเข้าสู่ระดับปกติ
Highlight สำคัญ
- ผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 32 ล้านบาท เทียบกับกำไร 36 ล้านบาทในปีก่อน
- กำไรจากการบริการประกันภัย 68 ล้านบาท และ Net Combined Ratio ที่ 94.9% ยังคงต่ำกว่า 100% สะท้อนความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจหลัก
- รายได้จากการลงทุนสุทธิลดลง 14.3% ในไตรมาส 2/2569 และ 15.5% ในงวด 6 เดือนแรก เนื่องจากบริษัทฯ บริหารสภาพคล่องเพื่อสำรองจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากภัยพิบัติ
- ค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัยสุทธิเพิ่มขึ้น 2.0% ในไตรมาส 2/2569 จากค่าสินไหมธุรกิจ Non-Motor ที่สูงขึ้น
- สินทรัพย์รวมลดลง 17.9% มาอยู่ที่ 6,778 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 โดยหลักมาจากการใช้เงินสดชำระค่าสินไหมทดแทน
- หนี้สินรวมลดลง 20.0% มาอยู่ที่ 5,368 ล้านบาท สะท้อนการบริหารภาระผูกพันตามสัญญาประกันภัย
- ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 8.5% มาอยู่ที่ 1,409 ล้านบาท เนื่องจากผลขาดทุนสะสม 154 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรก
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ บันทึกผลขาดทุนสุทธิ 32 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิ 36 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แม้จะขาดทุนสุทธิ แต่ธุรกิจรับประกันภัยหลักยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ โดยมีกำไรจากการบริการประกันภัย 68 ล้านบาท และ Net Combined Ratio อยู่ที่ 94.9% ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับ 100%
ในส่วนของผลการดำเนินงานสะสม 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ บันทึกผลขาดทุนสุทธิ 154 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนสุทธิ 92 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลขาดทุนส่วนใหญ่ได้ถูกรับรู้ไปแล้วในไตรมาสที่ 1/2569 จากภาระสินไหมทดแทนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในช่วงปลายปี 2568 ก่อนที่ผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 2/2569
รายได้จากการประกันภัยในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1,351 ล้านบาท ลดลง 1.1% จากปีก่อน เป็นผลจากการปรับสัดส่วนพอร์ตการรับประกันภัยเพื่อเน้นคุณภาพและการทำกำไร ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่สูงในตลาด
โอกาส
- การเติบโตของผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน (ESG): บริษัทมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ประกันภัยสีเขียว ซึ่งสะท้อนความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น และช่วยกระจายพอร์ตธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในระยะยาว
- การขยายการเข้าถึงบริการประกันภัย: โครงการส่งเสริมความรู้ด้านการเงินและการประกันภัยเข้าถึงประชาชนจำนวนมาก และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Micro Insurance, ประกันภัยแรงงานต่างด้าว และ Free PA ช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างโอกาสในการเติบโตของรายได้ในระยะยาว
- การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน: มาตรการลดการใช้กระดาษและการส่งเสริมกระบวนการดิจิทัล (Digital Process) ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่ออัตราค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในระยะยาว
- การลงทุนในทรัพยากรบุคคล: การพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่องผ่านหลักสูตรต่างๆ และคะแนนความผูกพันของพนักงานที่สูงกว่าเป้าหมาย จะช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพการดำเนินงาน การรักษาบุคลากร และการพัฒนานวัตกรรม
ความเสี่ยง
- ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ: ภาระสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นก่อนหน้ายังคงส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะสั้น
- การแข่งขันในอุตสาหกรรมประกันภัย: สภาวะการแข่งขันที่สูงในตลาดอาจส่งผลต่อการปรับสัดส่วนพอร์ตการรับประกันภัยและการรักษาอัตรากำไร
- ความผันผวนของรายได้จากการลงทุน: การบริหารสภาพคล่องเพื่อสำรองจ่ายค่าสินไหมทดแทนส่งผลให้มูลค่าพอร์ตเงินลงทุนลดลงชั่วคราว และส่งผลกระทบต่อรายได้จากการลงทุน
- ความเสี่ยงด้าน ESG: แม้ว่าบริษัทจะให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้าน ESG แต่ยังคงมีความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินและชื่อเสียงขององค์กรในระยะยาว
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความคืบหน้าในการเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ: จะส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องและสินทรัพย์ลงทุนของบริษัทฯ
- แนวโน้มค่าสินไหมทดแทนของธุรกิจ Non-Motor: การเปลี่ยนแปลงของค่าสินไหมในกลุ่มนี้จะส่งผลต่อ Net Combined Ratio
- การเติบโตของผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับ ESG: เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างรายได้ใหม่และกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
- ประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงาน: การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยสนับสนุนอัตรากำไรในระยะยาว
- การปรับตัวของรายได้จากการลงทุน: การกลับเข้าสู่ระดับปกติจะช่วยหนุนผลกำไรสุทธิ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในไตรมาส 2 ปี 2569 INSURE เผชิญกับแรงกดดันจากผลขาดทุนสุทธิที่ 32 ล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 36 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจาก การลดลงของรายได้จากการลงทุนสุทธิ 14.3% ซึ่งฝ่ายจัดการชี้แจงว่าเป็นผลมาจากการบริหารสภาพคล่องเพื่อสำรองจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในปี 2568 และคาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักด้านการรับประกันภัยยังคงแข็งแกร่ง โดยมีกำไรจากการบริการประกันภัย 68 ล้านบาท และ Net Combined Ratio อยู่ที่ 94.9% ซึ่งต่ำกว่า 100% บ่งชี้ว่าการรับประกันภัยยังคงมีกำไรโดยรวม แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัยสุทธิจะเพิ่มขึ้น 2.0% จากค่าสินไหมของธุรกิจ Non-Motor ที่สูงขึ้นก็ตาม
ในส่วนของ ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 28.1% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำผิดปกติในปีก่อนจากการกลับรายการค่าเผื่อหนี้สูญ แต่หากพิจารณาตามปกติ บริษัทฯ ยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี โดยลดลงประมาณ 4.7%
สำหรับผลการดำเนินงานสะสม 6 เดือนแรก บริษัทฯ ขาดทุนสุทธิ 154 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่รับรู้ในไตรมาส 1 จากภาระสินไหมภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยรายได้จากการประกันภัยสะสม 6 เดือนเพิ่มขึ้น 3.5% เป็น 2,785 ล้านบาท จากการเติบโตของพอร์ตและการรักษาอัตราการต่ออายุ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัยลดลง 39.4% เนื่องจากผลกระทบจากค่าสินไหมทดแทนขนาดใหญ่ชะลอตัวลง
ฐานะทางการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มี สินทรัพย์รวม 6,778 ล้านบาท ลดลง 17.9% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากการใช้เงินสด 1,087 ล้านบาท ชำระค่าสินไหมทดแทนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้สินทรัพย์ลงทุน (รวมเงินสด) ลดลง 27.4% นอกจากนี้ สินทรัพย์จากการประกันภัยต่อลดลง 10.5% สะท้อนการรับชำระคืนค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
หนี้สินรวมลดลง 20.0% มาอยู่ที่ 5,368 ล้านบาท จากการทยอยจ่ายค่าสินไหมทดแทน การรับรู้รายได้ตามระยะเวลาคุ้มครอง และการบริหารภาระผูกพันตามสัญญาประกันภัย
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 8.5% มาอยู่ที่ 1,409 ล้านบาท เนื่องจากผลขาดทุนสะสม 154 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรก แม้ว่าองค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้นจะเพิ่มขึ้นจากกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนตามราคาตลาด
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีฐานเงินทุนที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ และรักษาระดับอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) ให้สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด
สรุปท้าย
INSURE ในไตรมาส 2 ปี 2569 เผชิญกับผลขาดทุนสุทธิ 32 ล้านบาท โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากรายได้จากการลงทุนที่ลดลงชั่วคราวจากการบริหารสภาพคล่องเพื่อสำรองจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ แม้ว่าธุรกิจรับประกันภัยหลักจะยังคงมีกำไรจากการดำเนินงาน แต่ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้ภาพรวมยังคงขาดทุนสะสม 6 เดือนแรก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการคาดว่าสถานการณ์จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการเรียกคืนเงินจากบริษัทประกันภัยต่อที่จะช่วยเสริมสภาพคล่องและหนุนรายได้จากการลงทุนให้กลับสู่ระดับปกติ ขณะที่การเติบโตของผลิตภัณฑ์ ESG และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพยังคงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต