UMS พลิกขาดทุนหนัก Q2/2569 รับผลกระทบราคาดิจิทัล-ต้นทุนบริการพุ่ง
รายได้ทรงตัวแต่ต้นทุนบริการพุ่งฉุดกำไรขั้นต้นวูบ ขณะที่การตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัลกดดันผลขาดทุนสุทธิ
บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) หรือ UMS รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกขาดทุนสุทธิ 60.3 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 233.6 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมากถึง 51.6 ล้านบาท ประกอบกับต้นทุนบริการที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้รายได้รวมจะทรงตัวก็ตาม
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ UMS ในไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน มาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ การตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล (Mark-to-Market) จำนวน 51.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษ และ การลดลงของกำไรขั้นต้น จาก 9.4 ล้านบาทในปีก่อน เหลือเพียง 3.5 ล้านบาทในไตรมาสนี้
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- การตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล: เกิดจากราคาของสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะบิตคอยน์ ที่ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 อันเป็นผลมาจากความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจมหภาค การคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เกิดแรงเทขายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก
- การลดลงของกำไรขั้นต้น: เป็นผลมาจากรายได้จากการให้บริการที่ลดลงเล็กน้อย (จาก 57.9 ล้านบาท เหลือ 56.5 ล้านบาท) ในขณะที่ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายประจำที่ไม่สามารถปรับลดลงตามยอดขายได้ ทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นจาก 48.5 ล้านบาท เป็น 52.9 ล้านบาท แม้บริษัทฯ จะพยายามรับงานบริการอื่นและเจรจากับลูกค้าเดิมเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ทั้งหมด นอกจากนี้ การขยายตลาดไปยังเชื้อเพลิงชีวมวล เช่น กะลาปาล์ม และการขายถ่านหินผงที่เพิ่มขึ้น ก็ยังไม่สามารถชดเชยรายได้จากการให้บริการที่ลดลงได้อย่างเต็มที่
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว สำหรับรายการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล ฝ่ายจัดการระบุว่า เมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย ราคาบิตคอยน์มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น และการตั้งด้อยค่าก็จะถูกปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านต้นทุนบริการที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์ที่ลดลงจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบและเศรษฐกิจ อาจส่งผลกดดันต่อกำไรขั้นต้นในระยะสั้นต่อไปได้
Highlight สำคัญ
- พลิกขาดทุนสุทธิ 60.3 ล้านบาท: เทียบกับกำไร 233.6 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล 51.6 ล้านบาท และกำไรขั้นต้นที่ลดลง
- รายได้รวมทรงตัว: อยู่ที่ 56.5 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 57.9 ล้านบาทในปีก่อน แม้จะมีการขยายตลาดไปยังเชื้อเพลิงชีวมวลและถ่านหินผง แต่ไม่สามารถชดเชยรายได้จากการให้บริการที่ลดลงได้
- ต้นทุนบริการพุ่ง: ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น 4.4 ล้านบาท เป็น 52.9 ล้านบาท เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายประจำที่ไม่สามารถปรับลดตามยอดขายที่ลดลงตามอุปสงค์ได้
- กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ: จาก 9.4 ล้านบาท เหลือ 3.5 ล้านบาท
- ธุรกิจขุดสินทรัพย์ดิจิทัลมีประสิทธิภาพดีขึ้น: จากการเพิ่มชั่วโมงขุดและปรับเวลาขุดเฉพาะช่วงค่าไฟฟ้าต่ำ
- ค่าใช้จ่ายขายและบริหารลดลงมาก: เหลือ 6.8 ล้านบาท จาก 26.5 ล้านบาทในปีก่อน เนื่องจากปีก่อนมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการขายสินทรัพย์ 18.7 ล้านบาท
- สินทรัพย์รวมลดลง 144 ล้านบาท: ส่วนใหญ่มาจากการนำเงินสดไปลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลและโครงการพลังงานชีวมวล รวมถึงการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 UMS มีรายได้รวม 56.5 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 2.4% เมื่อเทียบกับ 57.9 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น 9.1% เป็น 52.9 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมาก 62.8% จาก 9.4 ล้านบาท เหลือ 3.5 ล้านบาท เมื่อรวมรายการพิเศษจากการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล 51.6 ล้านบาท และรายการพิเศษจากการขายโรงงานในปีก่อน (240.8 ล้านบาท) ทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 60.3 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2569 เทียบกับกำไรสุทธิ 233.6 ล้านบาทในปีก่อน
โอกาส
- การขยายตลาดเชื้อเพลิงชีวมวลและถ่านหินผง: บริษัทฯ ได้เริ่มขยายตลาดไปยังเชื้อเพลิงชีวมวล เช่น กะลาปาล์ม และมีการขายถ่านหินผงเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสในการกระจายแหล่งรายได้
- ประสิทธิภาพธุรกิจขุดสินทรัพย์ดิจิทัล: การเพิ่มชั่วโมงและปรับเวลาขุดให้เหมาะสมกับช่วงค่าไฟฟ้าต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจนี้
- การเจรจากับลูกค้าเดิม: ความพยายามในการเจรจากับลูกค้าเดิมให้กลับมาใช้บริการมากขึ้น เป็นโอกาสในการเพิ่มยอดขายและลดผลกระทบจากอุปสงค์ที่ลดลง
ความเสี่ยง
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสภาวะเศรษฐกิจ: ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ การบริโภค และการใช้จ่ายของครัวเรือน ซึ่งกดดันปริมาณการขายสินค้า
- ต้นทุนคงที่สูง: ต้นทุนส่วนใหญ่ของบริษัทฯ เป็นค่าใช้จ่ายประจำ ทำให้ไม่สามารถปรับลดลงตามยอดขายที่ลดลงได้
- ความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัล: เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล และอาจกระทบต่อผลประกอบการในอนาคต
- การแข่งขันด้านราคา: สภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการบริโภค ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มราคาบิตคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัล: จะส่งผลโดยตรงต่อการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล
- การฟื้นตัวของอุปสงค์: การเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะส่งผลต่อปริมาณการขายสินค้า
- ความสำเร็จในการขยายตลาดเชื้อเพลิงชีวมวลและถ่านหินผง: จะเป็นปัจจัยสำคัญในการชดเชยรายได้ที่ลดลงจากการให้บริการหลัก
- ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนบริการที่เพิ่มขึ้น
- การเจรจากับลูกค้าเดิม: ความสำเร็จในการดึงลูกค้าเก่ากลับมาใช้บริการ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ในไตรมาส 2 ปี 2569 UMS เผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนบริการที่เพิ่มขึ้น โดยมีต้นทุนรวมอยู่ที่ 52.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 48.5 ล้านบาทในปีก่อน แม้รายได้รวมจะทรงตัวที่ 56.5 ล้านบาท แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 9.4 ล้านบาท เหลือ 3.5 ล้านบาท การขยายตลาดไปยังเชื้อเพลิงชีวมวล เช่น กะลาปาล์ม และการขายถ่านหินผงที่เพิ่มขึ้น เป็นความพยายามในการกระจายรายได้และลดการพึ่งพารายได้จากการให้บริการหลัก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบและสภาวะเศรษฐกิจ ได้กดดันอุปสงค์และทำให้ปริมาณการขายสินค้าลดลง ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรและพลังงาน
ในส่วนของธุรกิจขุดสินทรัพย์ดิจิทัล มีการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยการเพิ่มชั่วโมงการขุดและเลือกขุดเฉพาะช่วงที่ค่าไฟฟ้าต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม การตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวน 51.6 ล้านบาท เป็นรายการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลขาดทุนสุทธิอย่างมาก สะท้อนถึงความผันผวนสูงของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,270.8 ล้านบาท ลดลง 144 ล้านบาทจากสิ้นปี 2568 โดยส่วนใหญ่มาจากการนำเงินสดไปลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (70 ล้านบาท) และโครงการพลังงานชีวมวล (12.7 ล้านบาท) รวมถึงการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำให้มูลค่าลดลง 64.9 ล้านบาท หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 9.7 ล้านบาท เป็น 546.1 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะสั้น ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 153.7 ล้านบาท เป็น 724.7 ล้านบาท จากผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงาน
สรุปท้าย
UMS ในไตรมาส 2 ปี 2569 เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยหัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการพลิกขาดทุนหนัก มาจากการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมาก ประกอบกับการที่ต้นทุนบริการที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีสัญญาณบวกจากการขยายตลาดเชื้อเพลิงชีวมวลและถ่านหินผง รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจขุดสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคและราคาสินทรัพย์ดิจิทัล ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป