CPAXT Q2/69: รายได้รวมโต 2.5% กำไรสุทธิหด 18% ต้นทุนบริหารพุ่ง
รายได้รวมเติบโต 2.5% แต่กำไรสุทธิลดลง 18% จากต้นทุนการขายและบริหารที่สูงขึ้น
บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้รวม 132,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ลดลง 18.0% มาอยู่ที่ 1,874 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ CPAXT ในไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A) ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) และกำไรสุทธิ แม้ว่ารายได้รวมจะยังคงเติบโตได้
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 18,253 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจาก:
- ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ Omni Channel: รวมถึงต้นทุนพลังงาน ค่าใช้จ่ายที่ผันแปรตามการเติบโตของยอดขาย และค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำ last-mile delivery เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจออนไลน์
- ค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขาใหม่: ทั้งในกลุ่มธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก
- ค่าใช้จ่ายทางการตลาด: เพื่อกระตุ้นยอดขายภายใต้ภาวะกำลังซื้อที่เปราะบาง
- การรับรู้ค่าใช้จ่ายของ LFG (Lucky Frozen): หลังจากการเข้าซื้อกิจการแล้วเสร็จในกลุ่มธุรกิจค้าส่ง
- ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโครงการ Happitat: ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ EBITDA margin ลดลงจาก 14.3% ใน Q2/68 มาอยู่ที่ 6.2% ใน Q2/69 และ EBIT margin ลดลงจาก 4.4% มาอยู่ที่ 2.9% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิที่ลดลง 18.0%
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุถึงแผนการลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโดยการเพิ่มสัดส่วนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV Fleet) และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย แต่การลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ Omni Channel และการเปิดสาขาใหม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Happitat และ LFG ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาดูผลกระทบต่อต้นทุนในระยะต่อไป
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/69 เติบโต 2.5% YoY แตะ 132,284 ล้านบาท โดยกลุ่มค้าส่งโต 3.5% และค้าปลีกโต 0.4%
- กำไรสุทธิ Q2/69 ลดลง 18.0% YoY อยู่ที่ 1,874 ล้านบาท จากต้นทุน SG&A ที่สูงขึ้น
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเล็กน้อย จาก 14.3% เป็น 14.1% เนื่องจากสัดส่วนสินค้าอาหารแห้งที่มาร์จิ้นต่ำเพิ่มขึ้น และการบริหารราคาขาย
- EBITDA margin หดตัวแรง จาก 14.3% ใน Q2/68 เหลือ 6.2% ใน Q2/69
- ยอดขาย Omni Channel คิดเป็น 23.9% ของยอดขายรวม เติบโต 30.3% YoY หนุนโดย Makro PRO และ Lotus’s Smart App
- โครงการไทยช่วยไทยพลัสส่งผลกระทบต่อยอดขายค้าปลีกในไทย ทำให้ SSS ของกลุ่มค้าปลีกลดลง 3.9% YoY
- รายได้จากการให้บริการและรายได้อื่นเติบโตสูง 29.2% YoY จาก Data Monetization และกิจกรรมส่งเสริมการขาย
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 CPAXT มีรายได้รวม 132,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น 2.1% เป็น 126,494 ล้านบาท การเติบโตนี้ได้แรงหนุนจากกลุ่มธุรกิจค้าส่งที่เพิ่มขึ้น 3.5% จากสาขาใหม่ Omni Channel และการรับรู้รายได้ LFG ขณะที่กลุ่มค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.4% โดยหลักจากมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายลดลงเล็กน้อยจาก 14.3% เป็น 14.1% เนื่องจากสัดส่วนสินค้าอาหารแห้งที่มาร์จิ้นต่ำเพิ่มขึ้น และการบริหารราคาขายเพื่อสอดคล้องกับกำลังซื้อที่เปราะบาง
ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 7.2% เป็น 18,253 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.8% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจาก 13.2% ในปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ Omni Channel, การเปิดสาขาใหม่, กิจกรรมตลาด, และการรับรู้ค่าใช้จ่าย LFG ส่งผลให้ EBITDA ลดลง 5.5% มาอยู่ที่ 8,213 ล้านบาท (EBITDA margin 6.2%) และ EBIT ลดลง 14.1% มาอยู่ที่ 3,784 ล้านบาท (EBIT margin 2.9%) ทำให้กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ลดลง 18.0% มาอยู่ที่ 1,874 ล้านบาท (Net profit margin 1.4%)
สำหรับ 6 เดือนแรกปี 2569 รายได้รวมเพิ่มขึ้น 3.6% เป็น 268,334 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดลง 5.3% เป็น 4,668 ล้านบาท
โอกาส
- การเติบโตของ Omni Channel: ยอดขายออนไลน์ผ่าน Makro PRO และ Lotus’s Smart App เติบโตแข็งแกร่ง 30.3% YoY สะท้อนประสิทธิภาพกลยุทธ์ออนไลน์
- Data Monetization และรายได้อื่น: มีการเติบโตสูงจากการสร้างมูลค่าจากข้อมูลและกิจกรรมส่งเสริมการขาย
- การขยายสาขาและการปรับปรุงร้านค้า: การเปิดสาขาใหม่และการปรับโฉมร้านค้าในกลุ่มค้าปลีกช่วยกระตุ้นยอดขาย
- การพัฒนาศูนย์การค้า: การปรับปรุงพื้นที่เช่าภายใต้แนวคิด Happy & Healthy Mall และการเปิดโครงการ Happitat จะช่วยเพิ่มรายได้ค่าเช่าและสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า
- การเป็น Retail Tech: การนำข้อมูล เทคโนโลยี และ AI มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองลูกค้าได้อย่างแม่นยำ
- การขยายระบบนิเวศ O2O ผ่าน Axtra Mall: รวบรวมสินค้าออนไลน์ขายในสาขา เพิ่มความหลากหลายของสินค้า
ความเสี่ยง
- กำลังซื้อผู้บริโภคเปราะบาง: ส่งผลต่อยอดขายและการบริหารราคาขาย
- ต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายผันแปร: เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจ Omni Channel
- การแข่งขัน: นโยบายภาครัฐที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจค้าปลีก และการแข่งขันในตลาด
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในต่างประเทศ (กลุ่มค้าส่ง)
- โครงการไทยช่วยไทยพลัส: ส่งผลกระทบเชิงลบต่อธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มต้นทุน SG&A: การบริหารจัดการต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ Omni Channel และการเปิดสาขาใหม่
- ผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส: ต่อธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย
- การเติบโตของยอดขาย Omni Channel: และประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มออนไลน์
- การรับรู้รายได้และต้นทุนจากการเข้าซื้อกิจการ LFG: และการเปิดโครงการ Happitat
- การบริหารจัดการสินค้าอาหารแห้ง: ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
รายได้รวม: เติบโต 2.5% YoY โดยกลุ่มค้าส่งโต 3.5% จากสาขาใหม่ Omni Channel และ LFG ส่วนกลุ่มค้าปลีกโต 0.4% จากมาเลเซียเป็นหลัก แม้ SSS ค้าปลีกจะลดลง 3.9% จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส
อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ลดลงเล็กน้อยจาก 14.3% เป็น 14.1% เนื่องจากสัดส่วนสินค้าอาหารแห้งที่มาร์จิ้นต่ำเพิ่มขึ้น และการบริหารราคาขาย
ต้นทุน SG&A: เพิ่มขึ้น 7.2% YoY คิดเป็นสัดส่วน 13.8% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจาก 13.2% ปีก่อน เป็นปัจจัยกดดันกำไรหลัก
EBITDA Margin: หดตัวแรงจาก 14.3% เป็น 6.2%
รายได้ค่าเช่าและบริการศูนย์การค้า: เติบโต 3.8% YoY โดยอัตราการเติบโตสูงกว่าพื้นที่เช่า แต่ GPM ลดลงเล็กน้อยจากค่าเสื่อมราคาและการปรับปรุงพื้นที่
Omni Channel: สัดส่วน 23.9% ของยอดขายรวม เติบโต 30.3% YoY
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 571,298 ล้านบาท ลดลง 0.9% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากสินค้าคงเหลือและเงินสดที่ลดลงจากการลงทุนและจ่ายปันผล ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 270,560 ล้านบาท ลดลง 2.1% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากเจ้าหนี้การค้าลดลง ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 300,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากสิ้นปี 2568 อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD to Equity) อยู่ที่ 0.40 เท่า ซึ่งยังคงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
สรุปท้าย
CPAXT ในไตรมาส 2 ปี 2569 เผชิญความท้าทายจากต้นทุน SG&A ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกดดันอัตรากำไรสุทธิให้ลดลงถึง 18.0% แม้รายได้รวมจะยังเติบโตได้จากกลุ่มค้าส่งและ Omni Channel ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุน การขยายธุรกิจ Omni Channel และการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มผลประกอบการในระยะต่อไป ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังเปราะบางและผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส