เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TU โชว์กำไร Q2/2569 แตะ 1,264 ล้านบาท อานิสงส์ GPM นิวไฮ-ยอดขายฟื้น
ข่าวสาร

TU โชว์กำไร Q2/2569 แตะ 1,264 ล้านบาท อานิสงส์ GPM นิวไฮ-ยอดขายฟื้น

TU P/E 10.00 YIELD 5.74
1 ชั่วโมง 15:10 น. 0 ความเห็น

อัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 21.4% หนุนผลงานแกร่ง แม้ต้นทุนขนส่ง-ภาษีนำเข้าพุ่ง

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ 1,264 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าขนส่งและภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการคือการทำสถิติใหม่ของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ 21.4% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายทั้งปี สะท้อนการบริหารราคาขายและต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับการฟื้นตัวของยอดขายจากการดำเนินงานปกติที่เติบโตต่อเนื่อง

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TU ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การทำสถิติสูงสุดใหม่ของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ 21.4% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่บริษัทฯ ตั้งไว้สำหรับปี 2569 โดย GPM ที่เพิ่มขึ้นนี้มีส่วนสำคัญในการชดเชยแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้น และทำให้กำไรสุทธิทรงตัวใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1,264 ล้านบาท (ลดลงเล็กน้อย 0.7% YoY) แม้ว่ายอดขายจะเติบโต 1.4% YoY มาอยู่ที่ 33,845 ล้านบาท

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การที่ GPM ทำสถิติสูงสุดใหม่ เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ได้แก่:

  • การบริหารราคาขายอย่างมีประสิทธิภาพ: บริษัทฯ สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง
  • การควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ: ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ปลาและกุ้ง มีแนวโน้มที่เอื้ออำนวยต่อการทำกำไร โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบในสินค้าคงเหลือที่ต่ำลง
  • สัดส่วนธุรกิจที่เอื้อต่อกำไรมากขึ้น: การเติบโตของธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูง เช่น อาหารทะเลแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง มีส่วนช่วยหนุน GPM โดยรวม
  • ประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น: การเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตช่วยให้การใช้กำลังการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านต้นทุนก็มีอยู่เช่นกัน โดยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 9.2% YoY มาอยู่ที่ 5,088 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ตลอดทั้งไตรมาส

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง โดยฝ่ายจัดการได้ปรับเพิ่มเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นสำหรับปี 2569 เป็นประมาณ 19.5% ถึง 20.5% (จากเดิม 19.0% ถึง 20.0%) สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในแนวโน้มการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น ปัจจัยที่สนับสนุนความต่อเนื่อง ได้แก่:

  • แนวโน้มราคาวัตถุดิบที่เอื้ออำนวย: แม้ราคาปลาทูน่าจะปรับสูงขึ้น แต่ราคาวัตถุดิบกุ้งและปลาแซลมอนมีแนวโน้มลดลง ซึ่งช่วยหนุน GPM ในบางกลุ่มธุรกิจ
  • การบริหารราคาขายและต้นทุนอย่างต่อเนื่อง: บริษัทฯ มีกลยุทธ์ในการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายอย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด
  • การปรับเพิ่มเป้าหมาย GPM ของบริษัทฯ: สะท้อนถึงความคาดหวังเชิงบวกของฝ่ายบริหารต่อผลการดำเนินงานในอนาคต

Highlight สำคัญ

  • ยอดขายเติบโต 1.4% YoY: อยู่ที่ 33,845 ล้านบาท จากการเติบโตของยอดขายจากการดำเนินงานปกติ 1.5% YoY โดยได้แรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดหลัก และการปรับตัวดีขึ้นของยอดขายในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอาหารทะเลแปรรูป
  • GPM ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 21.4%: เพิ่มขึ้น 10.2% YoY จาก 19.7% ในปีก่อน เป็นผลจากการบริหารราคาขายและต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงแนวโน้มราคาวัตถุดิบที่เอื้ออำนวย
  • กำไรสุทธิใกล้เคียงปีก่อน: อยู่ที่ 1,264 ล้านบาท (ลดลง 0.7% YoY) แม้ GPM จะสูงขึ้น แต่ถูกหักล้างบางส่วนจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 9.2% YoY และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • ปรับเพิ่มเป้าหมายปี 2569: ปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายเติบโตเป็น +4% ถึง +6% (จากเดิม +3% ถึง +4%) และปรับเพิ่มเป้าหมาย GPM เป็น 19.5% - 20.5% (จากเดิม 19.0% - 20.0%)
  • จ่ายปันผล 0.40 บาท/หุ้น: เพิ่มขึ้น 14.3% YoY เป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2569 TU มียอดขายรวม 33,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของยอดขายจากการดำเนินงานปกติที่เพิ่มขึ้น 1.5% ซึ่งเป็นไตรมาสที่สี่ติดต่อกันที่บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตได้ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดหลักและการปรับตัวดีขึ้นของยอดขายในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป แม้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะมีผลกระทบเชิงลบเล็กน้อยที่ 0.1%

ด้านต้นทุนขาย แม้จะได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเต็มไตรมาสเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการได้ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและโครงการลดต้นทุน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.2% YoY มาอยู่ที่ 7,238 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 21.4%

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 9.2% YoY มาอยู่ที่ 5,088 ล้านบาท จากค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และการลงทุนด้านการตลาด รวมถึงค่าใช้จ่ายภาษีนำเข้า ทำให้ต้นทุนดังกล่าวต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 15.0%

ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 71 ล้านบาท เทียบกับกำไร 68 ล้านบาทในปีก่อน รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 29.2% ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลงเล็กน้อย และต้นทุนทางการเงินลดลง 1.8%

โดยสรุป กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,264 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นถูกชดเชยบางส่วนจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น

เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ยอดขายเพิ่มขึ้น 5.6% จากปัจจัยฤดูกาลและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 4.1% อัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้น 3.2% จากต้นทุนวัตถุดิบที่เอื้ออำนวย แม้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะเพิ่มขึ้น 9.1% แต่กำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 84.9% และ 13.5% ตามลำดับ

สำหรับครึ่งแรกของปี 2569 ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 4.3% YoY มาอยู่ที่ 65,899 ล้านบาท จากการเติบโตของยอดขายปกติ 5.1% และปริมาณขาย 2.3% อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 19.8% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 4.1% จากภาษีนำเข้าและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และต้นทุนทางการเงินลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.7% YoY มาอยู่ที่ 2,377 ล้านบาท

โอกาส

  • การเติบโตของยอดขายจากการดำเนินงานปกติ: เป็นไตรมาสที่สี่ติดต่อกันที่บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และอาหารทะเลแปรรูป
  • ความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดหลัก: สะท้อนถึงศักยภาพในการขยายตลาดและรักษาฐานลูกค้า
  • การปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายและ GPM ปี 2569: บ่งชี้ถึงแนวโน้มผลประกอบการที่สดใส และความเชื่อมั่นของฝ่ายบริหาร
  • การระงับการจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหราชอาณาจักร: มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเข้าถึงตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกปลาทูน่า
  • นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน: การเปิดตัวบรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้สำหรับผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าพร้อมทาน สนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: การอ่อนค่าของเงินบาทอาจส่งผลดีต่อผลประกอบการ แต่ผลกระทบสุทธิขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น สกุลเงินอื่น ๆ และการป้องกันความเสี่ยง
  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและต้นทุนค่าขนส่ง: ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
  • มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ: แม้ฝ่ายจัดการประเมินว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังคงต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด
  • การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้า: โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงที่อาจมีการปรับเปลี่ยนไปยังผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้ม GPM: จะสามารถรักษา GPM ในระดับสูงกว่า 20% ได้ต่อเนื่องหรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน
  • การบริหารจัดการต้นทุนค่าขนส่งและภาษีนำเข้า: กลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
  • การเติบโตของยอดขายในแต่ละกลุ่มธุรกิจ: โดยเฉพาะการฟื้นตัวของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
  • ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ: แม้ประเมินว่าจำกัด แต่ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
  • การดำเนินงานตามเป้าหมายความยั่งยืน: โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)

  • ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป: ยอดขายเติบโต 1.5% YoY จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 4.4% โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าและปลาแซลมอนกระป๋อง GPM ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 23.8% จากการบริหารราคาขาย ต้นทุนวัตถุดิบในสต็อกที่ต่ำลง และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น
  • ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง: ยอดขายทรงตัว YoY แม้มีการปรับราคาขายเพื่อสะท้อนภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ปริมาณขายลดลง 5.4% จากความต้องการอ่อนตัวในตลาดสหรัฐฯ และความต้องการอาหารปลาที่ลดลง GPM ปรับดีขึ้นเป็น 13.5% จากราคาวัตถุดิบกุ้งที่เอื้ออำนวยและการบริหารราคาขาย
  • ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง: ยอดขายเติบโต 2.3% YoY จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 3.4% โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป GPM แข็งแกร่งที่ 29.7% จากสัดส่วนสินค้าพรีเมียมที่สูงและการปรับปรุงประสิทธิภาพภายใต้โครงการ Tailwind
  • ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า: ยอดขายเติบโต 5.8% YoY จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 7.4% โดยเฉพาะธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับการเติบโตของอาหารทะเลแปรรูป อย่างไรก็ตาม GPM ลดลง 4.2% YoY มาอยู่ที่ 22.1% จากสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงและราคาวัตถุดิบอะลูมิเนียมที่สูงขึ้น
  • ราคาวัตถุดิบ: ราคาปลาทูน่า (Skipjack) เพิ่มขึ้น 17.1% YoY แต่ราคากุ้งลดลง 8.2% YoY และราคาปลาแซลมอนลดลง 1.6% YoY
  • ยอดขายตามประเภทการจำหน่าย: ยอดขายจากแบรนด์เติบโต 2.7% YoY ขณะที่ยอดขายรับจ้างผลิตลดลง 0.5% YoY

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

  • สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 161,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนระยะสั้นและลูกหนี้การค้า
  • หนี้สินรวม: อยู่ที่ 107,927 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะยาวและหนี้สินสัญญาอนุพันธ์หมุนเวียน
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 53,374 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% จากสิ้นปี 2568 จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น
  • อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 1.15 เท่า ลดลงจาก 1.17 เท่าในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่า 1.12 เท่าในปีก่อน
  • กระแสเงินสด: เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 5,009 ล้านบาท ใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 4,150 ล้านบาท และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 3,367 ล้านบาท

สรุปท้าย

TU โชว์ผลประกอบการ Q2/2569 ที่น่าประทับใจ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำสถิติสูงสุดใหม่ของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ 21.4% ซึ่งเป็นผลจากการบริหารราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าขนส่งและภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของยอดขายจากการดำเนินงานปกติอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ และการปรับเพิ่มเป้าหมายผลประกอบการปี 2569 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและโอกาสในการเติบโตในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ราคาวัตถุดิบ และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น