เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
VCOM กำไรสุทธิ Q2/66 หาย 45.7% เหตุส่วนแบ่งขาดทุนบริษัทร่วมพุ่ง
ข่าวสาร

VCOM กำไรสุทธิ Q2/66 หาย 45.7% เหตุส่วนแบ่งขาดทุนบริษัทร่วมพุ่ง

VCOM P/E 9.35 YIELD 9.16
4 วัน 12:07 น. 0 ความเห็น

รายได้วูบ 10.3% แต่ GPM ดีขึ้น ฝ่ายจัดการชี้ผลขาดทุนจากเงินลงทุนกระทบหนัก

บริษัท วินท์คอม เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ VCOM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 18.9 ล้านบาท ลดลง 45.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายและบริการจะลดลง 10.3% แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่กดดันผลกำไรคือส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ VCOM ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (45.7% YoY) มาจาก "ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม" ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยจากเดิมที่เคยมีส่วนแบ่งกำไรเล็กน้อย กลับกลายเป็นขาดทุนถึง 14.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่หักล้างผลบวกจากการบริหารต้นทุนที่ทำให้กำไรขั้นต้นดีขึ้น

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

เอกสารระบุว่า ส่วนแบ่งขาดทุนที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดจากการลงทุนใน "บริษัท เอ็ม อินเทลลิเจนซ์ จำกัด" ซึ่ง VCOM ถือหุ้นในสัดส่วน 18.3% โดยฝ่ายจัดการได้ระบุว่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 14.3 ล้านบาท "จากส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมตามวิธีส่วนได้เสีย" ซึ่งบ่งชี้ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมดังกล่าวมีผลขาดทุนสุทธิ ทำให้ VCOM ต้องรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนตามสัดส่วนการลงทุน แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการของ VCOM เองจะลดลง 10.3% เป็น 544.8 ล้านบาท แต่ในขณะเดียวกัน อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) กลับปรับตัวดีขึ้นจาก 17.9% ใน Q2/2565 เป็น 20.0% ใน Q2/2566 ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารต้นทุนขายที่ดีขึ้น

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ยังไม่ชัด ต้องติดตาม จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร ยังไม่มีการให้รายละเอียดเกี่ยวกับแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมดังกล่าว หรือการคาดการณ์ว่าส่วนแบ่งขาดทุนนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายจัดการระบุว่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 14.3 ล้านบาท "จากส่วนแบ่งขาดทุน" อาจบ่งชี้ว่าผลขาดทุนนี้เกิดขึ้นในไตรมาสนี้เป็นหลัก แต่หากบริษัทร่วมยังคงมีผลขาดทุนต่อเนื่อง ก็จะยังคงกดดันผลกำไรของ VCOM ในอนาคตได้

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิลดลง 45.7% YoY: อยู่ที่ 18.9 ล้านบาท จาก 34.8 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้จากการขายและบริการลดลง 10.3% YoY: อยู่ที่ 544.8 ล้านบาท โดยหลักมาจากโครงการในประเทศที่ลดลง
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับดีขึ้น: อยู่ที่ 20.0% จาก 17.9% ในปีก่อน
  • ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมพุ่ง: เป็น 14.3 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีส่วนแบ่งกำไรเล็กน้อย
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 19.5% YoY: อยู่ที่ 53.6 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร ค่าเช่า และค่าบริการสำนักงาน

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 VCOM มีรายได้จากการขายและบริการรวม 544.8 ล้านบาท ลดลง 10.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากโครงการในประเทศ แม้ว่ารายได้จากกลุ่มประเทศ CLM จะเติบโตได้ดีถึง 68% ก็ตาม อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนขายได้ดีขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 20.0% จาก 17.9% ในปีก่อน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 109.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 19.5% เป็น 53.6 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร ค่าเช่า และค่าบริการสำนักงาน ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 9.7% จาก 7.3% ในปีก่อน ปัจจัยสำคัญที่กดดันผลกำไรสุทธิคือการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 14.3 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีส่วนแบ่งกำไรเล็กน้อย ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับไตรมาสนี้อยู่ที่ 18.9 ล้านบาท ลดลง 45.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โอกาส

  • การเติบโตของรายได้ในกลุ่มประเทศ CLM: การที่รายได้จากกลุ่มประเทศ CLM เติบโตถึง 68% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตลาดในภูมิภาคนี้
  • การบริหารจัดการต้นทุนขายที่ดีขึ้น: การที่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขาย

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของผลประกอบการบริษัทร่วม: การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยตรง
  • การลดลงของรายได้จากโครงการในประเทศ: เป็นปัจจัยกดดันรายได้รวมของบริษัทฯ
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหาร โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายบุคลากร อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิในระยะยาว

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มผลประกอบการของบริษัท เอ็ม อินเทลลิเจนซ์ จำกัด: เพื่อประเมินผลกระทบต่อส่วนแบ่งกำไร/ขาดทุนในไตรมาสถัดไป
  • ทิศทางรายได้จากโครงการในประเทศ: เพื่อประเมินการฟื้นตัวของตลาดหลัก
  • การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหาร: เพื่อควบคุมต้นทุนและรักษาอัตรากำไร
  • การเติบโตของรายได้ในกลุ่มประเทศ CLM: เพื่อประเมินศักยภาพการขยายตลาดในภูมิภาค

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เทคโนโลยี)

ในไตรมาส 2 ปี 2566 VCOM เผชิญกับความท้าทายด้านรายได้ โดยรายได้จากการขายและบริการลดลง 10.3% เป็น 544.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของโครงการในประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการต้นทุนขาย โดยอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 17.9% เป็น 20.0% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการรักษาความสามารถในการทำกำไรขั้นต้น

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพิ่มขึ้น 19.5% เป็น 53.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้รวม การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายบุคลากร ค่าเช่า และค่าบริการสำนักงาน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ แต่ก็เป็นจุดที่ต้องจับตาว่าบริษัทฯ จะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อกำไรสุทธิ

ประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิอย่างมากคือ ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 14.3 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีส่วนแบ่งกำไรเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการลงทุนในบริษัท เอ็ม อินเทลลิเจนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรของ VCOM

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของ VCOM อยู่ที่ 1,500.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% จากสิ้นปี 2565 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 222.1 ล้านบาท และมีลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น 726.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 123.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งมอบโครงการขนาดใหญ่ในไตรมาสนี้

หนี้สินรวมอยู่ที่ 880.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% จากสิ้นปี 2565 โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้สินหมุนเวียน เช่น เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น และหนี้สินที่เกิดจากสัญญา ซึ่งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 578.3 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 7.1 ล้านบาท จากสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากกำไรสุทธิที่ลดลงและการจ่ายเงินปันผล

สรุปท้าย

VCOM ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้ที่ลดลงและส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนขายได้ดีขึ้นและมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น แต่ปัจจัยลบจากบริษัทร่วมได้บดบังผลบวกดังกล่าวไปทั้งหมด ทำให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมาก นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทร่วม และการฟื้นตัวของรายได้จากโครงการในประเทศ รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหารอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในอนาคต

ยังไม่มีความคิดเห็น