PRIME สรุปผลประกอบการ Q2/2566
PRIME พลิกขาดทุนหนัก Q2/2566 รับรายได้โทรคมนาคมฟิลิปปินส์พุ่ง
รายได้รวมหดตัว 54.7% แต่กำไรขั้นต้นติดลบหนัก 316.2% จากต้นทุนคงที่ ขณะที่ค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น 31.7% ส่งผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 76.5%
บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIME รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 43.11 ล้านบาท ลดลง 54.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีการรับรู้รายได้จากการให้เช่าเสาโทรคมนาคมในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น 210.40% และเริ่มรับรู้รายได้จากการตรวจสอบเสาโทรคมนาคม (Tower Audit) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับธุรกิจในอนาคต แต่ภาพรวมบริษัทยังคงประสบภาวะขาดทุนสุทธิ 46.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่อธิบายผลประกอบการที่เปลี่ยนแปลงไปในไตรมาส 2 ปี 2566 ของ PRIME คือ การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้รวม ประกอบกับการมีต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้ (Cost of Idle Capacity) ซึ่งส่งผลให้ขาดทุนขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้จะมีสัญญาณบวกจากธุรกิจในฟิลิปปินส์ที่เริ่มเติบโต
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า รายได้รวมจากการขายและบริการลดลง 54.7% มาจากธุรกิจภายในประเทศที่ลดลง 75.4% และธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศที่ลดลง 70.8% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันรายได้โดยรวม ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้ ส่งผลให้ขาดทุนขั้นต้นพลิกจากกำไร 4.90 ล้านบาทในปีก่อน เป็นขาดทุน 10.59 ล้านบาทในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารยังเพิ่มขึ้น 31.7% เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทย่อยสูงขึ้น และมีการปรับปรุงรายการสิทธิการใช้ (Right of Use) ซึ่งส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 26.21 ล้านบาท เป็น 46.28 ล้านบาท
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าบริษัทฯ จะมีแผนเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ เพิ่มการใช้กำลังการผลิต และลดค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีกำไรขั้นต้นดีขึ้นเป็นลำดับ และมีสัญญาณบวกจากธุรกิจในฟิลิปปินส์ที่เริ่มรับรู้รายได้จากการให้เช่าเสาโทรคมนาคมเพิ่มขึ้น 210.40% และการให้บริการตรวจสอบเสาโทรคมนาคม (Tower Audit) แต่การลดลงของรายได้รวมในภาพรวมยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญ และยังไม่มีความชัดเจนว่าการฟื้นตัวของรายได้จะเกิดขึ้นได้เร็วเพียงใด
Highlight สำคัญ
- รายได้รวมลดลง 54.7% อยู่ที่ 43.11 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจภายในประเทศลดลง 75.4% และธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศลดลง 70.8%
- ขาดทุนขั้นต้นพลิกจากบวกเป็นลบ อยู่ที่ -10.59 ล้านบาท จากเดิม 4.90 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้
- ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 76.5% อยู่ที่ 46.28 ล้านบาท จากเดิม 26.21 ล้านบาท
- ธุรกิจในฟิลิปปินส์มีสัญญาณบวก โดยรายได้จากการให้เช่าเสาโทรคมนาคมเพิ่มขึ้น 210.40% และเริ่มรับรู้รายได้จาก Tower Audit
- งานโครงการภาครัฐเริ่มทยอยประมูล บริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อจาก กฟผ. มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท คาดรับรู้รายได้เพิ่มตั้งแต่ไตรมาส 4/2566
- โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่ง D/E Ratio อยู่ที่ 0.22 เท่า
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท PRIME มีรายได้จากการขายและบริการรวม 43.11 ล้านบาท ลดลง 54.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจภายในประเทศอยู่ที่ 25.24 ล้านบาท (58.53%) และรายได้จากธุรกิจโทรคมนาคมในฟิลิปปินส์อยู่ที่ 17.88 ล้านบาท (41.47%) บริษัทฯ มีขาดทุนขั้นต้น 10.59 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรขั้นต้น 4.90 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการดำเนินงานลดลงและยังมีต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 9.07 ล้านบาท เป็น 37.72 ล้านบาท เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทย่อยสูงขึ้นและมีการปรับปรุงรายการสิทธิการใช้ ส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 46.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุน 26.21 ล้านบาท
โอกาส
- การเติบโตของธุรกิจในฟิลิปปินส์: การรับรู้รายได้จากการให้เช่าเสาโทรคมนาคมที่เพิ่มขึ้น 210.40% และการเริ่มให้บริการตรวจสอบเสาโทรคมนาคม (Tower Audit) รวมถึงการพัฒนาธุรกิจด้านระบบไฟฟ้าในสถานีโทรคมนาคม จะเป็นแหล่งรายได้เพิ่มเติม
- งานโครงการภาครัฐ: การทยอยประมูลงานโครงการภาครัฐที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะงานโครงการเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเพิ่มการส่งมอบและรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/2566 เป็นต้นไป
- การเพิ่มการใช้กำลังการผลิต: บริษัทฯ มีแผนเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้และเพิ่มการใช้กำลังการผลิต ควบคู่กับการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีกำไรขั้นต้นดีขึ้น
ความเสี่ยง
- ต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้: หากไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตหรือการใช้กำลังการผลิตได้ อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นอย่างต่อเนื่อง
- ความผันผวนของรายได้: การพึ่งพิงรายได้จากโครงการภาครัฐและธุรกิจในต่างประเทศ อาจมีความเสี่ยงจากความล่าช้าในการประมูล หรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในต่างประเทศ
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น: ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทย่อยและการปรับปรุงรายการสิทธิการใช้ อาจส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความสามารถในการเพิ่มรายได้และลดต้นทุนคงที่ เพื่อพลิกขาดทุนขั้นต้นให้กลับมาเป็นกำไร
- ความคืบหน้าในการรับรู้รายได้จากงานโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะจาก กฟผ. ตั้งแต่ไตรมาส 4/2566 เป็นต้นไป
- การเติบโตของธุรกิจบริการใหม่ๆ ในฟิลิปปินส์ เช่น Tower Audit และบริการด้านระบบไฟฟ้า
- แนวโน้มรายได้จากธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศว่าจะฟื้นตัวได้หรือไม่
- การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้มีประสิทธิภาพ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ในไตรมาส 2 ปี 2566 PRIME เผชิญกับความท้าทายด้านรายได้รวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจภายในประเทศและธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมขาดทุนหนักขึ้น แม้ว่าจะมีสัญญาณบวกจากการเติบโตของรายได้ค่าเช่าเสาโทรคมนาคมในฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้นถึง 210.40% และการเริ่มให้บริการตรวจสอบเสาโทรคมนาคม (Tower Audit) ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ การที่บริษัทฯ มีต้นทุนคงที่จากกำลังการผลิตที่ไม่ได้ใช้ (Cost of Idle Capacity) เป็นประเด็นสำคัญที่กดดันอัตรากำไรขั้นต้นอย่างรุนแรง ทำให้ขาดทุนขั้นต้นเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน
ในด้านโอกาส บริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อโครงการเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงและโครงสร้างสถานีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทยอยส่งมอบและรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2566 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมีงานโครงการภาครัฐอื่นๆ ที่คาดว่าจะเปิดประมูลเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนรายได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงอยู่ที่การบริหารจัดการต้นทุนคงที่ให้มีประสิทธิภาพ หากไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตหรือการใช้กำลังการผลิตให้เต็มที่ อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความผันผวนของรายได้จากโครงการภาครัฐ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,205.31 ล้านบาท ลดลง 1.14% หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 40.06% เป็น 213.51 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 6.15% เป็น 1,008.09 ล้านบาท โครงสร้างทุนของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง โดยมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.22 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำ และบริษัทฯ มีสภาพคล่องทางการเงินและเงินทุนสำรองเพียงพอต่อการลงทุนตามแผนการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจใหม่
สรุปท้าย
PRIME ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้รวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและต้นทุนคงที่ที่ไม่ได้ใช้ ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น แม้จะมีสัญญาณบวกจากธุรกิจในฟิลิปปินส์และโอกาสจากงานโครงการภาครัฐที่กำลังจะเข้ามา แต่การบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มการใช้กำลังการผลิตจะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นผลประกอบการให้กลับมามีกำไรในอนาคต นักลงทุนควรจับตาความคืบหน้าในการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ๆ และความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด