MATI กำไรสุทธิ Q2/2566 หดตัว 58% รับต้นทุนพุ่ง-รายได้โตจำกัด
รายได้รวมโต 5.34% แต่กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ชี้ต้นทุนการดำเนินงานปรับสูงขึ้น
บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หรือ MATI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 202.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยงบการเงินรวมมีกำไรสุทธิ 10.76 ล้านบาท ลดลง 58.58% จาก 26.11 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่งบการเงินเฉพาะกิจการมีกำไรสุทธิ 50.23 ล้านบาท ลดลง 26.11% จาก 68.23 ล้านบาทในปีก่อน ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อผลประกอบการคือต้นทุนขายและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ ต้นทุนขายและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น แม้ว่ารายได้รวมจะมีการเติบโต แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนได้กลบผลบวกดังกล่าวไป ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในงบการเงินรวมที่ลดลงถึง 58.58%
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนขายและบริการและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 เพิ่มขึ้น 14% เป็น 356.59 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 312.80 ล้านบาทในปีก่อน ปัจจัยหลักมาจาก ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนกระดาษที่เพิ่มขึ้น 20% และค่าจ้างพิมพ์ที่สูงขึ้น 20% นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เช่น ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ อีกทั้งบริษัทยังมี ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานที่สูงขึ้น ทั้งในส่วนของสวัสดิการและโบนัสที่จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในไตรมาส 2
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร มีโอกาสที่ต้นทุนจะยังคงเป็นแรงกดดันต่อเนื่อง เนื่องจากฝ่ายจัดการกล่าวถึงแนวโน้มที่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามความผันผวนทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้จากกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น การจัดงานอีเวนต์ การอบรม และการท่องเที่ยว อาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นได้ในระยะยาว แต่ต้องติดตามการบริหารจัดการต้นทุนอย่างใกล้ชิด
Highlight สำคัญ
- รายได้รวมเติบโต 5.34% ใน Q2/2566: มาจากการโฆษณาสิ่งพิมพ์, การจัดงานอีเวนต์, การขายพ็อคเก็ตบุ๊คและสมาชิกสิ่งพิมพ์, การอบรมวิชาชีพ, การรับจ้างพิมพ์ และศูนย์ข้อมูล
- กำไรสุทธิรวมลดลง 58.58% ใน Q2/2566: จาก 26.11 ล้านบาท เหลือ 10.76 ล้านบาท (งบการเงินรวม)
- ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 14% ใน 6 เดือนแรกปี 2566: เป็น 356.59 ล้านบาท จาก 312.80 ล้านบาทในปีก่อน
- ปัจจัยต้นทุนสูงขึ้น: มาจากต้นทุนกระดาษ (+20%), ค่าจ้างพิมพ์ (+20%), ค่าพลังงาน และค่าใช้จ่ายพนักงาน (โบนัส)
- กิจกรรมสร้างรายได้หลากหลาย: บริษัทฯ มีการจัดกิจกรรมใหม่ๆ และยกระดับกิจกรรมเดิม เช่น แคมเปญกีฬา, งาน Upskill Thailand, Thailand Healthcare 2023, งานสัมมนา, FEED Y LYMPIC FANMEET, ข่าวสดมูทัวร์ และแคมเปญเลือกตั้ง’66
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 202.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.34% เมื่อเทียบกับ 191.81 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากการโฆษณาสิ่งพิมพ์ (+10.75%), การจัดงานอีเวนต์ กิจกรรมและสัมมนา (+49.44%), การขายพ็อคเก็ตบุ๊คและสมาชิกสิ่งพิมพ์ (+26.17%), การอบรมวิชาชีพมติชนอคาเดมี่ (+63.44%), การรับจ้างพิมพ์ (+39.31%) และศูนย์ข้อมูล (+41.78%)
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 22.99 ล้านบาท ลดลงจาก 44.53 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นการลดลง 48.35% โดยในไตรมาส 2 ปี 2566 กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 10.76 ล้านบาท ลดลง 58.58% จาก 26.11 ล้านบาทในปีก่อน
โอกาส
- การจัดกิจกรรมที่หลากหลายและตอบโจทย์เทรนด์: บริษัทฯ มีความสามารถในการสร้างสรรค์และยกระดับกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและกระแสความสนใจของประชาชน เช่น แคมเปญกีฬา, งานพัฒนาทักษะอาชีพ, งานสุขภาพรองรับสังคมผู้สูงวัย, งานสัมมนาที่สร้างเครือข่ายผู้นำ, การขยายฐานสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ FEED, การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและบุญ, และการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเมือง
- การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว: การขยายกิจกรรมสู่ภาคการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ เช่น "ข่าวสดมูทัวร์" สอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติม
- การนำเสนอข้อมูลเชิงลึกทางการเมือง: แคมเปญ "มติชน : เลือกตั้ง’66 บทใหม่ประเทศไทย" ได้รับการตอบรับที่ดี ส่งผลให้ยอดผู้อ่าน ผู้ชม และผู้สนับสนุนรายการเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการนำเสนอข่าวสารที่สำคัญ
ความเสี่ยง
- ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น: ต้นทุนวัตถุดิบ (กระดาษ), ค่าจ้างพิมพ์, ค่าพลังงาน และค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น เป็นความเสี่ยงหลักที่กดดันอัตรากำไร
- ภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนทางเศรษฐกิจ: ส่งผลกระทบต่อต้นทุนต่างๆ และอาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในอนาคต
- การแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อ: แม้จะมีการปรับตัวสู่ธุรกิจกิจกรรมและบริการ แต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อยังคงสูง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การบริหารจัดการต้นทุน: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ, ค่าพลังงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อรักษาอัตรากำไร
- แนวโน้มรายได้จากกิจกรรม: การเติบโตของรายได้จากงานอีเวนต์, การอบรม, การท่องเที่ยว และธุรกิจใหม่ๆ จะสามารถชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้หรือไม่
- การขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่: ความสำเร็จในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่าน FEED และการพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม
- ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ: การติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมและกำลังซื้อของผู้บริโภค
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- รายได้จากการจัดงานอีเวนต์และสัมมนา: เติบโตโดดเด่นถึง 49.44% สะท้อนความสำเร็จในการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น Thailand Healthcare 2023 ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 40,000 คน และงาน Upskill Thailand 2023
- รายได้จากการอบรมวิชาชีพ: เติบโตสูงถึง 63.44% บ่งชี้ถึงความต้องการในการพัฒนาทักษะอาชีพที่เพิ่มขึ้น
- ธุรกิจท่องเที่ยว: การขยายสู่ "ข่าวสดมูทัวร์" เป็นการต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์ สู่การสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว
- สื่อออนไลน์ FEED: การจัดงาน FANMEET ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างรายได้จากกลุ่มนี้
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมทั้งสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่นและสินทรัพย์ทางการเงินไม่หมุนเวียนอื่นรวมเป็นเงิน 1,280.80 ล้านบาท คิดเป็น 67.24% ของสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น แสดงถึงสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง
สรุปท้าย
แม้ว่า MATI จะสามารถสร้างการเติบโตของรายได้จากการจัดกิจกรรมและบริการที่หลากหลายในไตรมาส 2 ปี 2566 แต่การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนขายและบริการ โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าใช้จ่ายพนักงาน ได้กดดันอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิอย่างหนัก นักลงทุนควรจับตาการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัทฯ และความสามารถในการสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ๆ เพื่อชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนที่อาจต่อเนื่องไปในอนาคต