https://aio.panphol.com/assets/images/community/16898_54A205.png

TFM ปี 2568 บินลัดฟ้า! รายได้แตะ 6,315 ล้าน กำไรไตรมาส 4 กระโดด 184 ล้าน จุดเปลี่ยนจาก “กุ้ง-ESG” และ “1S-2S เม็ดเล็ก”

P/E 8.66 YIELD 9.45 ราคา 6.35 (0.00%)

TFM ปี 2568 บินลัดฟ้า! รายได้แตะ 6,315 ล้าน กำไรไตรมาส 4 กระโดด 184 ล้าน จุดเปลี่ยนจาก “กุ้ง-ESG” และ “1S-2S เม็ดเล็ก”

บริษัท ไทยยูเนี่ยนฟีดมิลล์ (TFM) ปิดบัญชีปีงบประมาณ 2568 ด้วยผลงานที่น่าจับตา โดยรายได้รวมแตะระดับ 6,315 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% จากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 5,595 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์การขยายส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้งและปลากะพงในประเทศไทย พร้อมก้าวสู่ตลาดใหม่ที่ศรีลังกา ด้วยยอดขายเพิ่มขึ้น 12% จากการส่งออก สะท้อนความแข็งแกร่งของเครือข่ายการจัดจำหน่ายและกลยุทธ์การเจาะตลาดต่างประเทศอย่างมีเป้าหมาย

“การขยายตลาดกุ้งในไทยและศรีลังกา พร้อมการปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG ทำให้บริษัทมุ่งเน้นการผลิตอาหารคุณภาพสูงและลดต้นทุนการเลี้ยง (1S-2S) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ”

ไม่เพียงแต่รายได้พุ่ง แต่_margin ก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ขยายจาก 18.7% ในปี 2567 เป็น 22.2% ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 3.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกิดจากสองปัจจัยหลัก: การปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ให้เน้นอาหารกุ้งมากขึ้น และการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในส่วนของซอยบีนมิลล์ ที่บริษัทสามารถล็อกราคาได้ยาวนานถึง 3–6 เดือน ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบต่อหน่วยลดลงเล็กน้อย แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภายนอก

“1S-2S เม็ดเล็กลดการใช้เม็ดและลดการเกิดโรค ทำให้ต้นทุนต่อกุ้งลดลง”

ในไตรมาส 4 ของปี 2568 บริษัทรายงานกำไรสุทธิ (Net Profit) อยู่ที่ 184 ล้านบาท แม้ Core Profit (EBIT) จะไม่ได้เปิดเผยโดยตรง แต่การบีบอัดกำไรจาก Non-Core Loss ที่เกิดจากการขาดทุนจากการขาย AMG-TFM ในปากีสถาน ซึ่งสูงถึง 30 ล้านบาท ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน อย่างไรก็ตาม บริษัทเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว และมีแผนลดผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างธุรกิจในภูมิภาคที่ไม่คุ้มทุน

“ภาษีที่แท้จริงใน Q4 อยู่ที่ 0.9% (อัตราภาษีเงินได้)”

ด้านความยั่งยืน บริษัทเดินหน้าโครงการ Low-Carbon Trim Initiative และได้รับการรับรองมาตรฐาน ASC (Aquaculture Stewardship Council) ซึ่งได้รับการตอบรับดีจากเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในตลาดที่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างศรีลังกาและยุโรป ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน และเปิดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

“ใน Q4 ยอดขายอาหารกุ้งน้อยกว่า Q3 แต่อัตรากำไรขั้นต้นดีกว่า เพราะลดต้นทุนวัตถุดิบ (ซอยบีนมิลล์) และปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (เพิ่มกุ้ง)”

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • การเติบโตของตลาดกุ้งในศรีลังกาและไทย: ยอดขายเพิ่มขึ้น 12% จากการส่งออก และขยายส่วนแบ่งตลาดกุ้งในไทยเพิ่ม 21% ในไตรมาส 4
  • ต้นทุนวัตถุดิบ: ราคาซอยบีนมิลล์ถูกล็อคได้ 3–6 เดือน ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ ล็อค 3 เดือน
  • 1S-2S เม็ดเล็ก: ลดการใช้เม็ดและลดโรค แต่เปอร์เซ็นต์การลดต้นทุนยังไม่เปิดเผย
  • ภาษีเงินได้: อัตราภาษีที่แท้จริงในไตรมาส 4 อยู่ที่ 0.9%
  • ผลกระทบจากสหรัฐฯ: ได้รับผลกระทบจาก tariff 12–12% ในมีนาคม แต่การขายสหรัฐฯ ลดผลกระทบลง 50% และมีการจัดหาผู้ซื้อใหม่ในศรีลังกา
  • ตลาดปลากะพง: เติบโต 6.7% ในไตรมาส 4 จากคุณภาพสูงและบริการครบวงจร
  • ปัจจัยลบในปี 2569: ราคาวัตถุดิบสูงขึ้น, ความผันผวนของค่าเงิน, ภัยธรรมชาติ, และโรคระบาดในอินโดนีเซียที่ยังส่งผลต่อตลาด
  • เป้าหมายระยะยาว: เพิ่มส่วนแบ่งตลาดกุ้งในไทยและศรีลังกา 10%, พัฒนา 1S-2S เม็ดเล็กให้ครอบคลุมตลาดโลก, และเสริม ESG เพื่อเพิ่มความได้เปรียบ

TFM ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำธรรมดา แต่กำลังเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมคุณภาพและยั่งยืน โดยใช้ “กุ้ง” เป็นจุดเริ่มต้น และ “ESG” เป็นปัจจัยขับเคลื่อน พร้อมวางรากฐานด้วย “1S-2S เม็ดเล็ก” เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต แม้จะเผชิญภัยจากภายนอก เช่น tariff, โรคระบาด และความผันผวนของเงินตรา แต่โครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแรง พร้อมกลยุทธ์การบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ทำให้บริษัทมีศักยภาพเติบโตอย่างมั่นคงในปี 2569 และข้างหน้า

โพสต์ล่าสุด
บทความ
วันนี้ 02:01 น.
PTG OPPDAY Summary 2568 Q4