บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
TFM โชว์ผลงาน Q2/2568: กำไรโตกระฉูด 50% ทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่ พร้อมอัพเดทกลยุทธ์และทิศทางธุรกิจ
P/E 9.00 YIELD 8.49 ราคา 6.30 (0.00%)
TFM โชว์ผลงาน Q2/2568: กำไรโตกระฉูด 50% ทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่ พร้อมอัพเดทกลยุทธ์และทิศทางธุรกิจ
- ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):
- ยอดขายเพิ่มขึ้น 13.8% จากปีที่แล้ว
- กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 39% จากปีที่แล้ว
- กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกือบ 50% จากปีที่แล้ว
- โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):
- ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):
- วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):
- แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):
TFM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหลักมาจาก high season ของธุรกิจ ซึ่งปกติจะอยู่ในช่วง Q2 และ Q3
การเติบโตส่วนใหญ่มาจากยอดขายในประเทศ โดยเฉพาะอาหารกุ้งและอาหารปลา นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมต้นทุนการผลิตและการจัดซื้อวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลงจากปีที่แล้ว
สัดส่วนรายได้จากอาหารกุ้งปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 63% ในขณะที่อาหารปลามีสัดส่วน 30% ส่วนอาหารสัตว์บกลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 6% ตามกลยุทธ์ของบริษัทที่มุ่งเน้นสินค้าที่ทำกำไรและคัดเลือกคุณภาพลูกค้า
TFM มองเห็นโอกาสในการขยายตลาดในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดตลาดใหญ่และยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก บริษัทตั้งเป้าที่จะเป็น Top 3 ในตลาดอินโดนีเซียภายใน 5 ปี และมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงสูตรอาหารเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่ง TFM กำลังสร้างทีมขายและให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ลูกค้าในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออก
ความเสี่ยงหลักที่ TFM กำลังเผชิญคือโรคระบาดในกุ้งในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณการเลี้ยงและยอดขายในประเทศนั้น นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านค่าเงินในตลาดต่างประเทศ ซึ่งบริษัทกำลังใช้ natural hedge เพื่อลดผลกระทบ
TFM มีแผนที่จะแก้ไขปัญหาในอินโดนีเซียโดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคระบาด และปรับปรุงสูตรอาหารให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในประเทศนั้น นอกจากนี้ ยังมีการบริหารความเสี่ยงด้านค่าเงินโดยใช้ natural hedge และการคํานวณต้นทุนอย่างรอบคอบ
TFM คาดการณ์ว่าธุรกิจหลักอย่างอาหารกุ้งและอาหารปลาจะยังคงเติบโตต่อไป โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่ม market share ในประเทศและขยายไปยังตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมองเห็นโอกาสในการเติบโตในตลาดปลาล้ําน้ําจืด ซึ่งยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก
บริษัทมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้นําในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ําอย่างยั่งยืน โดยให้ความสําคัญกับคุณภาพสินค้า การบริการลูกค้า และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session): [นาทีที่ 29:59]
- High Season ของปีนี้คือไตรมาสไหน?
- ไทยได้เปรียบเสียเปรียบประเทศคู่แข่งส่งออกกุ้งไป US อย่างไร? คาดว่าจะส่งผลต่อการเลี้ยงกุ้งในประเทศอย่างไร?
- บริษัทมีกำไรดี มีเงินสดมาก มีแผนซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) หรือไม่?
- วัตถุดิบหลักของ TFM คืออะไร? การเปิดนำเข้าข้าวโพดจาก US จะเป็นผลดีหรือไม่?
- Performance ของ TFM ดูเหมือนจะ Drive โดยธุรกิจภายในประเทศเป็นหลัก ต่างประเทศจะแก้ไขอย่างไรให้ดีขึ้น?
- แนวโน้มยอดขายในปากีสถานเป็นอย่างไร? นอกจากผลิตแบบ OEM แล้ว มีส่วนที่ขายในไทยด้วยหรือไม่?
- ช่วยแชร์เทคนิคการขยาย Market Share ภายในประเทศอีกครั้ง?
- มองภาพ 3-5 ปี บริษัทมีมุมมองและทิศทางธุรกิจอย่างไร? จะมี S-Curve ใหม่ด้านใดบ้าง?
- อินโดนีเซีย (ตลาดใหญ่ มีโอกาสเติบโตอีกมาก)
- ปลาล้ําน้ําจืดในไทย (Market Share ยังไม่ติด Top 5)
- การ Export ไปยังประเทศอื่นๆ (ต้องใช้เวลา แต่มี Opportunity อีกมาก)
- ราคาถั่วเหลืองใน US ถูกกว่าบราซิลมาก คุ้มค่าในการนำเข้าหรือไม่? จะเกิดประโยชน์อย่างไร?
- มีความเสี่ยงด้านค่าเงินในตลาดต่างประเทศใหม่ๆ บ้างหรือไม่?
ทั้งไตรมาส 2 และ 3 เป็น High Season
ไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกกุ้งไปอเมริกา และน่าจะสามารถรักษาหรือเพิ่มผลผลิตได้ โดยพิจารณาจากตัวเลขการผลิตกุ้งของประเทศต่างๆ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
บริษัทมีเงินสดมากและพยายามตอบแทนผู้ถือหุ้นผ่านการจ่ายปันผล แต่เนื่องจากหุ้น TFM มี Trading Volume ค่อนข้างต่ำ การซื้อหุ้นคืนอาจทำให้สภาพคล่องในตลาดลดลงอีก ซึ่งยังไม่ได้พิจารณาที่จะทำ
วัตถุดิบหลักคือ ปลาป่น ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง และมีไก่ป่น ส่วนข้าวโพดใช้ไม่เยอะ โดยปกติใช้กากถั่วเหลืองจากบราซิล การนำเข้าจากอเมริกามากขึ้นเป็นการเพิ่มตัวเลือกในการซื้อ
อินโดนีเซียเจอโรคระบาดในกุ้ง แต่คาดว่าครึ่งปีหลังจะดีขึ้น และตั้งเป้าเป็น Top 3 ภายใน 5 ปี มีแผนขยายกำลังการผลิตและปรับสูตร ส่วนการ Export มี Margin ที่ดี แต่สัดส่วนยังน้อย จึงพยายามสร้างทีมขายและให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ
สถานการณ์ในปากีสถานยังอยู่ในการดูแลของ IMF และมีราคาค่าไฟและภาษีที่สูง ทำให้ธุรกิจยังไม่เติบโตมากนัก ส่วน OEM ในไทยก็มีลักษณะเดียวกัน คือส่วนใหญ่ผลิตด้วยแบรนด์ตัวเอง แต่ก็มีการรับจ้างผลิตด้วย
คุณภาพเป็นอันดับหนึ่ง ทั้ง FCR ที่ต่ำ ต้นทุนที่ต่ำ สี กลิ่น การละลายน้ำ การจม การลอย ที่ต้องสม่ำเสมอ และไม่ทำให้น้ำมี Pollution นอกจากนี้ ยังมีบริการทางวิชาการ การจัดสัมมนา การเยี่ยมชมฟาร์ม และการช่วยเหลือด้านอื่นๆ เช่น การหาตลาดปลายทาง
เปิด Explore แหล่งที่ถูก แต่ต้องคำนึงถึง Protein Level ด้วย โดยจะคํานวณให้ครบทุกด้านก่อนตัดสินใจซื้อ
มี แต่ใช้ Natural Hedge เพราะซื้อวัตถุดิบบางอย่างเป็น US Dollar จึง Net กันไปในส่วนของ Exposure ทางด้านการขาย
โดยสรุป TFM ยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของตลาดในประเทศ การควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น