เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TFM กำไร Q3/2569 หดตัว 53.5% YoY กดดันจากต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงและค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่ม
ข่าวสาร

TFM กำไร Q3/2569 หดตัว 53.5% YoY กดดันจากต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงและค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่ม

TFM P/E 8.45 YIELD 9.92
44 นาที 12:55 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมปรับตัวตามฤดูกาลแต่กำไรขั้นต้นถูกบีบจากราคาปลาป่นและกากถั่วเหลืองที่อยู่ในระดับสูง

บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 โดยมีกำไรสุทธิ 104 ล้านบาท ลดลง 53.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายรวมอยู่ที่ 1,577 ล้านบาท ลดลง 6.9% YoY แม้จะมีการฟื้นตัวของยอดขายเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ตามปัจจัยฤดูกาล แต่บริษัทฯ ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอาหารสัตว์น้ำ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของบริษัท

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจสำคัญที่กดดันกำไรในไตรมาสนี้คือ "ต้นทุนวัตถุดิบหลักที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" โดยเฉพาะราคาปลาป่นที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 59.1% และกากถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้น 20.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเหลือเพียง 15.3% จากระดับ 21.8% ในไตรมาส 3/2568 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศเอกวาดอร์ (TFME) และการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญตามนโยบายสินเชื่อใหม่ที่เข้มงวดขึ้น

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

กลไกที่ส่งผลกระทบต่อกำไรเกิดจาก 2 ส่วนหลัก คือ 1) ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะที่การแข่งขันในตลาดอาหารสัตว์น้ำยังคงรุนแรง ทำให้บริษัทไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้เต็มที่เพื่อชดเชยต้นทุน 2) ค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้นชั่วคราวจากการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ (TFME) และการปรับนโยบายการตั้งสำรองหนี้เพื่อความระมัดระวังทางการเงิน ซึ่งสะท้อนผลกระทบครั้งเดียว (One-time impact) จากการเริ่มใช้นโยบายใหม่

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

ปัจจัยด้านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ คาดว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง TFME จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมจาก BOI สำหรับโครงการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระภาษีและเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนในอนาคต ดังนั้นผลกระทบด้านกำไรในส่วนของค่าใช้จ่ายบริหารมีลักษณะเป็น "ครั้งคราว" แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อเนื่อง

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ: 104 ล้านบาท (-53.5% YoY, -35.4% QoQ)
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ลดลงเหลือ 15.3% จาก 21.8% ในปีก่อน
  • ยอดขายอาหารกุ้ง: ลดลง 8.1% YoY จากภาวะตลาดที่ชะลอตัวในไทย แต่ฟื้นตัว 11.8% QoQ ตามฤดูกาล
  • ยอดขายอาหารปลา: ลดลง 8.2% YoY จากการแข่งขันสูงและราคาปลาในตลาดอยู่ในระดับต่ำ
  • สิทธิประโยชน์ใหม่: ได้รับอนุมัติสิทธิประโยชน์ภาษี BOI เพิ่มเติม ช่วยลดอัตราภาษีที่แท้จริงเหลือ 5.2%
  • การขยายธุรกิจ: จัดตั้ง TFME ในเอกวาดอร์สำเร็จในเดือนกันยายน 2569 เพื่อรองรับการเติบโตในตลาดโลก

ภาพรวมผลประกอบการ

ยอดขายรวม 9 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 4,357 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.0% YoY โดยกำไรสุทธิรวม 9 เดือนอยู่ที่ 412 ล้านบาท (-24.9% YoY) อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยอยู่ที่ 9.5% สะท้อนถึงการบริหารจัดการท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย

โอกาส

  • การขยายตลาดต่างประเทศ: การจัดตั้ง TFME ในเอกวาดอร์เป็นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลก
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี: การได้รับอนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI เพิ่มเติมช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรสุทธิในอนาคต
  • ความแข็งแกร่งของธุรกิจกุ้ง: ธุรกิจอาหารกุ้งในอินโดนีเซียยังคงมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง

ความเสี่ยง

  • ราคาวัตถุดิบ: ความผันผวนของราคาปลาป่นและกากถั่วเหลืองยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลัก
  • การแข่งขัน: การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอาหารสัตว์น้ำในประเทศอาจจำกัดความสามารถในการปรับราคาขาย
  • ภัยธรรมชาติ: สถานการณ์อุทกภัยในไทยอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการอาหารสัตว์น้ำของเกษตรกร

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  1. แนวโน้มราคาวัตถุดิบหลัก (ปลาป่น, กากถั่วเหลือง) ในไตรมาสถัดไป
  2. การลดลงของค่าใช้จ่ายบริหารหลังการจัดตั้ง TFME เสร็จสิ้น
  3. การฟื้นตัวของปริมาณการลงกุ้งและปลาของเกษตรกร
  4. ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อความต้องการอาหารสัตว์น้ำ
  5. การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกำไรสุทธิ

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)

บริษัทฯ เน้นการปรับพอร์ตสินค้าโดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น แม้ปริมาณขายอาหารสัตว์บกจะลดลงจากการขายบริษัทย่อยในปากีสถาน แต่บริษัทฯ ยังคงรักษาสัดส่วนการขายในประเทศได้ดี (85.8%) และมีการบริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบอย่างระมัดระวังท่ามกลางภาวะอุปทานตึงตัว

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปี กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 404 ล้านบาท สะท้อนสภาพคล่องที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้มีการจ่ายเงินปันผลและลงทุนในโครงการใหม่

สรุปท้าย

TFM เผชิญกับไตรมาสที่ท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกดดันอัตรากำไรขั้นต้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวตามฤดูกาลที่เห็นได้ชัดในไตรมาส 3 และการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ รวมถึงการขยายฐานธุรกิจสู่เอกวาดอร์ เป็นสัญญาณบวกสำหรับการเติบโตในระยะยาว นักลงทุนควรจับตาการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและการลดลงของค่าใช้จ่ายบริหารในไตรมาสถัดไปเป็นสำคัญ

ยังไม่มีความคิดเห็น