TFM กำไร Q3/2569 หดตัว 53.5% YoY กดดันจากต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงและค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่ม
รายได้รวมปรับตัวตามฤดูกาลแต่กำไรขั้นต้นถูกบีบจากราคาปลาป่นและกากถั่วเหลืองที่อยู่ในระดับสูง
บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 โดยมีกำไรสุทธิ 104 ล้านบาท ลดลง 53.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายรวมอยู่ที่ 1,577 ล้านบาท ลดลง 6.9% YoY แม้จะมีการฟื้นตัวของยอดขายเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ตามปัจจัยฤดูกาล แต่บริษัทฯ ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอาหารสัตว์น้ำ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของบริษัท
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่กดดันกำไรในไตรมาสนี้คือ "ต้นทุนวัตถุดิบหลักที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" โดยเฉพาะราคาปลาป่นที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 59.1% และกากถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้น 20.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเหลือเพียง 15.3% จากระดับ 21.8% ในไตรมาส 3/2568 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศเอกวาดอร์ (TFME) และการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญตามนโยบายสินเชื่อใหม่ที่เข้มงวดขึ้น
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
กลไกที่ส่งผลกระทบต่อกำไรเกิดจาก 2 ส่วนหลัก คือ 1) ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะที่การแข่งขันในตลาดอาหารสัตว์น้ำยังคงรุนแรง ทำให้บริษัทไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้เต็มที่เพื่อชดเชยต้นทุน 2) ค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้นชั่วคราวจากการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ (TFME) และการปรับนโยบายการตั้งสำรองหนี้เพื่อความระมัดระวังทางการเงิน ซึ่งสะท้อนผลกระทบครั้งเดียว (One-time impact) จากการเริ่มใช้นโยบายใหม่
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
ปัจจัยด้านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ คาดว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง TFME จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมจาก BOI สำหรับโครงการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระภาษีและเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนในอนาคต ดังนั้นผลกระทบด้านกำไรในส่วนของค่าใช้จ่ายบริหารมีลักษณะเป็น "ครั้งคราว" แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อเนื่อง
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ: 104 ล้านบาท (-53.5% YoY, -35.4% QoQ)
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ลดลงเหลือ 15.3% จาก 21.8% ในปีก่อน
- ยอดขายอาหารกุ้ง: ลดลง 8.1% YoY จากภาวะตลาดที่ชะลอตัวในไทย แต่ฟื้นตัว 11.8% QoQ ตามฤดูกาล
- ยอดขายอาหารปลา: ลดลง 8.2% YoY จากการแข่งขันสูงและราคาปลาในตลาดอยู่ในระดับต่ำ
- สิทธิประโยชน์ใหม่: ได้รับอนุมัติสิทธิประโยชน์ภาษี BOI เพิ่มเติม ช่วยลดอัตราภาษีที่แท้จริงเหลือ 5.2%
- การขยายธุรกิจ: จัดตั้ง TFME ในเอกวาดอร์สำเร็จในเดือนกันยายน 2569 เพื่อรองรับการเติบโตในตลาดโลก
ภาพรวมผลประกอบการ
ยอดขายรวม 9 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 4,357 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.0% YoY โดยกำไรสุทธิรวม 9 เดือนอยู่ที่ 412 ล้านบาท (-24.9% YoY) อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยอยู่ที่ 9.5% สะท้อนถึงการบริหารจัดการท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย
โอกาส
- การขยายตลาดต่างประเทศ: การจัดตั้ง TFME ในเอกวาดอร์เป็นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลก
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: การได้รับอนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI เพิ่มเติมช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรสุทธิในอนาคต
- ความแข็งแกร่งของธุรกิจกุ้ง: ธุรกิจอาหารกุ้งในอินโดนีเซียยังคงมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง
ความเสี่ยง
- ราคาวัตถุดิบ: ความผันผวนของราคาปลาป่นและกากถั่วเหลืองยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลัก
- การแข่งขัน: การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอาหารสัตว์น้ำในประเทศอาจจำกัดความสามารถในการปรับราคาขาย
- ภัยธรรมชาติ: สถานการณ์อุทกภัยในไทยอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการอาหารสัตว์น้ำของเกษตรกร
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มราคาวัตถุดิบหลัก (ปลาป่น, กากถั่วเหลือง) ในไตรมาสถัดไป
- การลดลงของค่าใช้จ่ายบริหารหลังการจัดตั้ง TFME เสร็จสิ้น
- การฟื้นตัวของปริมาณการลงกุ้งและปลาของเกษตรกร
- ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อความต้องการอาหารสัตว์น้ำ
- การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกำไรสุทธิ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
บริษัทฯ เน้นการปรับพอร์ตสินค้าโดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น แม้ปริมาณขายอาหารสัตว์บกจะลดลงจากการขายบริษัทย่อยในปากีสถาน แต่บริษัทฯ ยังคงรักษาสัดส่วนการขายในประเทศได้ดี (85.8%) และมีการบริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบอย่างระมัดระวังท่ามกลางภาวะอุปทานตึงตัว
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปี กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 404 ล้านบาท สะท้อนสภาพคล่องที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้มีการจ่ายเงินปันผลและลงทุนในโครงการใหม่
สรุปท้าย
TFM เผชิญกับไตรมาสที่ท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกดดันอัตรากำไรขั้นต้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวตามฤดูกาลที่เห็นได้ชัดในไตรมาส 3 และการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ รวมถึงการขยายฐานธุรกิจสู่เอกวาดอร์ เป็นสัญญาณบวกสำหรับการเติบโตในระยะยาว นักลงทุนควรจับตาการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและการลดลงของค่าใช้จ่ายบริหารในไตรมาสถัดไปเป็นสำคัญ