เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
LHFG กำไร Q3/2569 แตะ 808.4 ล้านบาท โต 16.1% QoQ รับอานิสงส์กำไรจากเครื่องมือทางการเงินและสำรองลดลง
ข่าวสาร

LHFG กำไร Q3/2569 แตะ 808.4 ล้านบาท โต 16.1% QoQ รับอานิสงส์กำไรจากเครื่องมือทางการเงินและสำรองลดลง

LHFG P/E 7.95 YIELD 4.84
2 วัน 11:24 น. 0 ความเห็น

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวต่อเนื่องหนุนผลงานรายไตรมาส ขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์และจัดการกองทุนปรับตัวตามภาวะตลาด

บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 808.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรม และการตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่ลดลง แม้ว่ากำไรสุทธิจะปรับตัวลดลง 12.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากปัจจัยด้านกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลงก็ตาม ทั้งนี้ ทิศทางผลประกอบการยังคงต้องติดตามความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและคุณภาพสินเชื่อของกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจสำคัญของกำไรสุทธิที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสนี้ คือการบริหารจัดการพอร์ตเครื่องมือทางการเงินและประสิทธิภาพในการควบคุมผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL)

1) หัวใจคืออะไร

ปัจจัยหลักที่ผลักดันกำไร QoQ คือ "กำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน" ที่เพิ่มขึ้นถึง 44.4% QoQ มาอยู่ที่ 126.2 ล้านบาท ประกอบกับการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ซึ่งลดลง 40.2% QoQ เหลือ 218.4 ล้านบาท ซึ่งช่วยชดเชยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 14.7% QoQ จากกำไรเงินลงทุนที่ลดลงได้

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเพิ่มขึ้นของกำไรจากเครื่องมือทางการเงินสะท้อนถึงการบริหารจัดการพอร์ตลงทุนที่สอดคล้องกับสภาวะตลาดในขณะนั้น ส่วนการลดลงของ ECL เป็นผลมาจากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงเติบโตได้ 3.0% QoQ จากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อรายย่อยที่เติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ปัจจัยด้านกำไรจากเครื่องมือทางการเงินมีลักษณะเป็นรายการที่ผันผวนตามสภาวะตลาด (Market-to-market) จึงมีโอกาสเป็นลักษณะครั้งคราวมากกว่าต่อเนื่อง ส่วนการลดลงของ ECL นั้น ฝ่ายจัดการระบุว่ายังคงต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้า

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ: ไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 808.4 ล้านบาท (+16.1% QoQ, -12.6% YoY)
  • รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ: เติบโตต่อเนื่องที่ 1,976.3 ล้านบาท (+3.0% QoQ, +13.8% YoY)
  • สินเชื่อรวม: พอร์ตสินเชื่อเติบโต 9.3% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 โดยสินเชื่อรายย่อยโตเด่น 15.2%
  • คุณภาพสินทรัพย์: อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ของธนาคารอยู่ที่ 140.8%
  • เงินกองทุน: อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) อยู่ที่ 15.776% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท.

ภาพรวมผลประกอบการ

ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2569 มีกำไรสุทธิ 2,347.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.8% YoY โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 11.6% และกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โอกาส

  • การขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจระหว่างประเทศที่เติบโต 53.9% และรายได้ค่าธรรมเนียม Trade Finance ที่เพิ่มขึ้นกว่า 107.2% จากเครือข่าย CTBC
  • ธุรกิจ Wealth Management เติบโต 82.9% จากการเปิดตัวกองทุนธีมเฉพาะ (Unique Thematic Funds) เช่น AI Infrastructure
  • การสนับสนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายช่วยบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้า

ความเสี่ยง

  • ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำสร้างแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)
  • ความเปราะบางของธุรกิจ SMEs และครัวเรือนที่ฟื้นตัวช้า
  • การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการเข้าสู่ตลาดของ Virtual Bank

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  1. คุณภาพสินเชื่อของกลุ่ม SMEs และครัวเรือนเปราะบาง
  2. ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อ
  3. ความผันผวนของตลาดทุนที่กระทบต่อรายได้จากเครื่องมือทางการเงิน
  4. การแข่งขันด้านราคาในกลุ่มลูกค้าคุณภาพสูง
  5. ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่อาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่มธุรกิจการเงิน)

ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH Bank) มี NIM งวด 9 เดือนอยู่ที่ 1.90% ลดลงจาก 2.01% ในปีก่อนหน้า สะท้อนความท้าทายด้านส่วนต่างดอกเบี้ย ในขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์ (LHSEC) มีกำไรสุทธิไตรมาส 3 ที่ 30.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 373.8% QoQ จากรายได้ค่านายหน้าที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ ส่วนธุรกิจจัดการกองทุน (LH Fund) มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ 74,387.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% จากสิ้นปี 2568

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

สินทรัพย์รวม ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 443,074.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% จากสิ้นปี 2568 โดยสินเชื่อสุทธิคิดเป็น 67.9% ของสินทรัพย์รวม ด้านหนี้สินส่วนใหญ่เป็นเงินรับฝาก คิดเป็น 81.4% ของหนี้สินรวม ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.9% จากสิ้นปี 2568

สรุปท้าย

LHFG แสดงความสามารถในการทำกำไรที่ฟื้นตัวได้ดีในไตรมาส 3/2569 จากการบริหารจัดการพอร์ตการเงินและควบคุม ECL ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ภาพรวมรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเติบโตได้ดีตามการขยายตัวของสินเชื่อ แต่ความท้าทายจาก NIM ที่ลดลงและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มเปราะบางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะถัดไป ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตของสินเชื่อและการบริหารความเสี่ยงในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ยังไม่มีความคิดเห็น