SIRI กำไรสุทธิ Q1/2569 โต 6.2% แม้รายได้รวมชะลอตัว รับอานิสงส์คุมค่าใช้จ่ายและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมพุ่ง
ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาวะตลาดอสังหาฯ ที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันสูง
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อยู่ที่ 864 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะปรับตัวลดลง 2.9% มาอยู่ที่ 6,691 ล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญที่หนุนกำไรคือการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) อย่างรัดกุม รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าที่เติบโตอย่างโดดเด่น ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังคงชะลอตัว
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของกำไรในไตรมาสนี้ คือ "การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ" ควบคู่ไปกับการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการร่วมทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถชดเชยการลดลงของรายได้จากการขายโครงการแนวราบและรายได้ค่าบริการธุรกิจได้สำเร็จ
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- การควบคุมค่าใช้จ่าย (SG&A): บริษัทฯ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลงได้ถึง 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วน SG&A ต่อรายได้รวมปรับตัวดีขึ้นจาก 22.9% เหลือ 18.2% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงกำไรสุทธิ
- ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: เติบโตขึ้นถึง 127.9% หรือเพิ่มขึ้น 153 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 273 ล้านบาท ตามการโอนกรรมสิทธิ์โครงการร่วมทุนที่เพิ่มขึ้น
- แรงกดดันด้านรายได้และมาร์จิน: รายได้จากการขายโครงการแนวราบ (บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม) ปรับตัวลดลง 14.9% และ 5.7% ตามลำดับ ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของโครงการเพื่อขายลดลงเหลือ 25.4% (จาก 30.2% ในปีก่อน) เนื่องจากมีการทำโปรโมชันส่งเสริมการขายเพื่อสู้กับสภาวะตลาดที่ชะลอตัว และการโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่มีมาร์จินสูงไปมากแล้วในปี 2568
ความต่อเนื่อง:
ปัจจัยด้านการควบคุมค่าใช้จ่ายถือเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทฯ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีโอกาสส่งผลบวกต่อกำไรในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการร่วมทุนและการทำโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดโอนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามตามรอบการโอนกรรมสิทธิ์ของแต่ละโครงการ ซึ่งมีลักษณะเป็นไปตามแผนการส่งมอบงานในแต่ละไตรมาส
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ: 864 ล้านบาท (+6.2% YoY)
- รายได้รวม: 6,691 ล้านบาท (-2.9% YoY)
- รายได้จากการขายโครงการ: 5,542 ล้านบาท (-1.0% YoY) โดยคอนโดมิเนียมโต 31.4% แต่แนวราบลดลง
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): อยู่ที่ 25.4% ลดลงจาก 30.2% ในปีก่อน จากการทำโปรโมชัน
- ส่วนแบ่งกำไรจากร่วมค้า: 273 ล้านบาท (+127.9% YoY)
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E): อยู่ที่ 1.90 เท่า และ Gearing Ratio อยู่ที่ 1.54 เท่า
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้รวมของบริษัทฯ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากการลดลงของรายได้ค่าบริการธุรกิจ (Incentive Fee จากโครงการร่วมทุนลดลง) และรายได้จากโครงการแนวราบ อย่างไรก็ตาม รายได้จากคอนโดมิเนียมที่เติบโตขึ้นช่วยประคองรายได้รวมไว้ได้ ในขณะที่กำไรสุทธิเติบโตได้ดีจากการบริหารจัดการภายในและการรับรู้กำไรจากโครงการร่วมทุน
โอกาส
- การเติบโตของรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมที่เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ใหม่ เช่น โครงการเดอะ มูฟ บางหว้า
- รายได้จากธุรกิจโรงแรมที่เติบโตขึ้น 45.6% เป็น 253 ล้านบาท ซึ่งเป็นธุรกิจที่ช่วยกระจายความเสี่ยงของรายได้
ความเสี่ยง
- สภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงชะลอตัวและการแข่งขันด้านราคาที่สูง ทำให้ต้องทำโปรโมชันส่งเสริมการขาย ซึ่งกดดันอัตรากำไรขั้นต้น
- การลดลงของรายได้ค่าบริการธุรกิจ (Incentive Fee) เนื่องจากโครงการร่วมทุนบางส่วนโอนกรรมสิทธิ์ไปมากแล้ว
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสถัดไปท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง
- แผนการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ๆ เพื่อชดเชยรายได้แนวราบที่ชะลอตัว
- การบริหารจัดการกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (ไตรมาสนี้ใช้เงินสดไปในการพัฒนาโครงการ 4,430 ล้านบาท)
- การควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้คงระดับประสิทธิภาพไว้ได้ต่อเนื่อง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
รายได้หลักมาจากโครงการแนวราบ 3,446 ล้านบาท (62% ของรายได้ขาย) และคอนโดมิเนียม 2,096 ล้านบาท (38% ของรายได้ขาย) โดยโครงการแนวราบได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาด ในขณะที่คอนโดมิเนียมมีการโอนต่อเนื่องจากโครงการเอ็กซ์ที พญาไท, ดีคอนโด แคมปัส ขอนแก่น, เมคิน เฮ้าส์, เดอะ เบส บูกิต และเดอะ มูฟ บางหว้า
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 147,984 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% จากสิ้นปี 2568 หนี้สินรวมอยู่ที่ 96,901 ล้านบาท โดยมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 78,536 ล้านบาท บริษัทฯ ยังคงดำรงอัตราส่วนทางการเงินได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด (Gearing Ratio 1.54 เท่า ไม่เกินเกณฑ์ 2.5 เท่า) กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบจากการนำเงินไปลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย
สรุปท้าย
SIRI สามารถประคองกำไรสุทธิให้เติบโตได้ในไตรมาส 1/2569 ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนที่เข้มงวดและการรับรู้กำไรจากโครงการร่วมทุน แม้รายได้จากการขายโครงการแนวราบจะชะลอตัวลงตามสภาวะตลาด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและการโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการผลักดันรายได้ในไตรมาสถัดไป