RATCH ปรับลดคำแนะนำเป็นถือ หลังราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ไปมากแล้ว
สรุปภาพรวมการลงทุนและราคาเป้าหมาย
โบรกเกอร์ FSSIA ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้น RATCH โดยปรับลดคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "ถือ" (HOLD) เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันได้ปรับตัวสูงขึ้นจนสะท้อนปัจจัยบวกเรื่องโอกาสทางธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ไปมากแล้ว ทำให้เหลืออัปไซด์จำกัด โดยคงราคาเป้าหมายที่ 34.80 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี SoTP (Sum-of-the-Parts)
วิเคราะห์ผลประกอบการรายไตรมาสและแนวโน้มการเติบโต
บริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) แต่ลดลง 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) สำหรับกำไรปกติอยู่ที่ 1.67 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% (q-q) แต่ลดลง 21.8% (y-y) โดยการเติบโตรายไตรมาสได้รับแรงหนุนจากรายได้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก Paiton Energy และ Hongsa Power รวมถึงการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า SPP ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม กำไรที่ลดลงเมื่อเทียบรายปีเป็นผลจากการหมดอายุสัญญา PPA ของโรงไฟฟ้าราชบุรี และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ากำไรจะเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง (2H26) จากการรับรู้รายได้ของ Ratchaburi Power (RPCL) ที่เพิ่มขึ้น และโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ที่จะเริ่ม COD
ข้อสังเกตและปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม
แม้ผลประกอบการครึ่งปีแรกจะคิดเป็นเพียง 38% ของประมาณการทั้งปี แต่บริษัทมีโอกาสเติบโตในระยะกลางถึงยาวจากการขยายกำลังการผลิตทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการ Direct PPA สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาด 2GW ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ นอกจากนี้ RATCH ยังมีความได้เปรียบในการใช้พื้นที่โรงไฟฟ้าเดิมที่กำลังจะหมดอายุสัญญาเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการใหม่ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระวังความเสี่ยงจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจต่ำกว่าคาด และความล่าช้าในการเริ่มโครงการใหม่
สรุปสถานะทางการเงินและมุมมองนักวิเคราะห์
โบรกเกอร์มองว่า RATCH ยังคงเป็นหุ้นที่น่าสนใจในระยะกลางถึงยาวด้วยฐานะทางการเงินที่มั่นคง แม้จะมีภาระหนี้สินสุทธิที่ต้องบริหารจัดการ โดยคาดการณ์การเติบโตของกำไรสุทธิปี 2569 ไว้ที่ +12% (y-y) ทั้งนี้ การที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแรงในช่วงที่ผ่านมาทำให้ความน่าสนใจในแง่ของส่วนต่างราคาลดลง นักลงทุนจึงควรเน้นถือเพื่อรับเงินปันผลที่คาดว่าจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ