เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
ORI เผยผลงาน Q2/2569 กำไรสุทธิ 151.1 ล้านบาท รับแรงกดดันรายได้จากการขายอสังหาฯ ชะลอตัว
ข่าวสาร

ORI เผยผลงาน Q2/2569 กำไรสุทธิ 151.1 ล้านบาท รับแรงกดดันรายได้จากการขายอสังหาฯ ชะลอตัว

ORI P/E 8.53 YIELD 3.70
9 วัน 22:17 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมปรับตัวตามแผนการโอนโครงการร่วมทุน ขณะที่ฝ่ายจัดการเร่งบริหารกระแสเงินสดและรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 151.1 ล้านบาท ลดลง 52.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับรายได้รวมที่อยู่ที่ 1,896.2 ล้านบาท ลดลง 42.0% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านกลยุทธ์การโอนกรรมสิทธิ์ไปสู่โครงการภายใต้กิจการร่วมค้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษาสภาพคล่องผ่านการบริหารพอร์ตสินทรัพย์และวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือ "การเปลี่ยนผ่านรูปแบบการรับรู้รายได้" จากเดิมที่รับรู้ผ่านงบการเงินรวมเป็นหลัก ไปสู่การรับรู้ผ่าน "ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้า" (Joint Venture) มากขึ้น โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ในงบรวมลดลง 43.1% YoY แต่หากรวมกิจกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ของกิจการร่วมค้าด้วย ยอดโอนรวมจะลดลงเพียง 1.3% เท่านั้น นอกจากนี้ กำไรยังได้รับผลกระทบจากการที่ไม่มีรายการพิเศษจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยเหมือนในปีก่อน

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

สาเหตุหลักเกิดจากแผนการพัฒนาโครงการที่เน้นการร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรมากขึ้น ทำให้โครงการที่เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ใหม่ในไตรมาสนี้ส่วนใหญ่ไปอยู่ในงบของกิจการร่วมค้า ส่งผลให้รายได้ในงบการเงินรวมลดลง แต่ในทางกลับกัน บริษัทสามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าได้สูงถึง 264.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.7 ล้านบาทในปีก่อน นอกจากนี้ รายได้ค่าบริหารโครงการยังลดลง 61.1% เนื่องจากบริษัทชะลอการเปิดโครงการใหม่และไม่มีโครงการร่วมทุนใหม่เพิ่มในไตรมาสนี้ตามสถานการณ์ตลาด

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่องในลักษณะนี้ เนื่องจากบริษัทระบุชัดเจนว่ามีโครงการที่รอรวมทุนเพียงพอแล้วและเน้นการบริหารจัดการตามกลยุทธ์ "Build – Operate – Exit – Reinvestment" โดยในครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนโอนคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ (SO Origin Bangtao Beach) และโครงการบ้านจัดสรรอีก 3 โครงการ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนรายได้และกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรยังคงต้องติดตามทิศทางของต้นทุนการดำเนินงานและสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ: 151.1 ล้านบาท ลดลง 52.7% YoY
  • รายได้รวม: 1,896.2 ล้านบาท ลดลง 42.0% YoY
  • ยอดโอนกรรมสิทธิ์รวม (รวม JV): 3,561.8 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเพียง 1.3% YoY
  • ส่วนแบ่งกำไรจาก JV: 264.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15,909.4% YoY สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลร่วมทุน
  • Backlog: ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 33,182 ล้านบาท รองรับรายได้ต่อเนื่อง 4 ปี (2569-2572)
  • วินัยทางการเงิน: ชำระคืนหุ้นกู้ครบกำหนด 5 รุ่น มูลค่ารวม 5,854.3 ล้านบาท ในช่วง ม.ค.-ก.ค. 2569

ภาพรวมผลประกอบการ

รายได้รวมลดลงจาก 3,270.1 ล้านบาท เหลือ 1,896.2 ล้านบาท โดยรายได้หลักจากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงตามการเปลี่ยนรูปแบบการโอนกรรมสิทธิ์ไปสู่ JV ขณะที่ต้นทุนขายอสังหาฯ ลดลง 35.5% ตามรายได้ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 6.0% จากการกู้ยืมเพื่อหมุนเวียนและพัฒนาโครงการ

โอกาส

  • Backlog แข็งแกร่ง: ยอดขายรอรับรู้รายได้กว่า 3.3 หมื่นล้านบาท ช่วยสร้างความมั่นใจในรายได้ระยะยาว
  • กลยุทธ์ Asset Cycle: การขายโรงแรม (ไอบิส ภูเก็ต กะตะ และ Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit) ช่วยสร้างกระแสเงินสด (Extra Cash) เข้ามาเติมเต็มสภาพคล่อง
  • Diversification: 5 ธุรกิจหลัก (คอนโด, บ้าน, บริการ, โรงแรม, โลจิสติกส์) ช่วยกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจ

ความเสี่ยง

  • ภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง: ส่งผลต่อกำลังซื้อและการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์
  • การชะลอเปิดโครงการใหม่: ทำให้รายได้ค่าบริหารโครงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ต้นทุนทางการเงิน: อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจกดดันต้นทุนการพัฒนาโครงการในอนาคต

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  1. ความคืบหน้าการโอนโครงการ SO Origin Bangtao Beach ในครึ่งปีหลัง
  2. การบริหารจัดการกระแสเงินสดจากการขายสินทรัพย์ตามกลยุทธ์ Exit
  3. การควบคุมต้นทุนการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายในการขาย
  4. ทิศทางของยอดขาย (Presale) ในช่วงครึ่งปีหลังภายใต้สภาวะตลาดที่ท้าทาย

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

บริษัทเน้นการโอนกรรมสิทธิ์ผ่านกิจการร่วมค้า (JV) เป็นหลักในไตรมาสนี้ โดยมีโครงการ JV ที่รับรู้รายได้รวม 26 โครงการ ส่งผลให้ยอดโอนรวม (รวม JV) อยู่ที่ 3,561.8 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สะท้อนว่ายอดขายจริงไม่ได้ลดลงรุนแรงเท่ากับรายได้ในงบรวม ด้านต้นทุนการประกอบกิจการโรงแรมเพิ่มขึ้น 28.4% เนื่องจากต้นทุนธุรกิจเช่าห้องชุดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงสิ้นไตรมาส

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

บริษัทมีสินทรัพย์รวม 63,543.8 ล้านบาท ลดลง 0.3% จากสิ้นปี 2568 หนี้สินรวมลดลง 0.7% เหลือ 41,451.1 ล้านบาท โดยมีการลดสัดส่วนหุ้นกู้ระยะยาวลง 5.2% และเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารลดลง 7.3% จากการชำระคืนตามแผนการโอนกรรมสิทธิ์ สะท้อนวินัยทางการเงินที่มุ่งเน้นการลดภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ย

สรุปท้าย

ORI กำลังอยู่ในช่วงปรับพอร์ตการลงทุนและรับรู้รายได้ผ่านกิจการร่วมค้าอย่างเต็มตัว แม้กำไรสุทธิในงบรวมจะดูชะลอตัวลง แต่ยอดโอนกรรมสิทธิ์รวมยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ การมุ่งเน้นรักษาวินัยทางการเงินและการบริหารสินทรัพย์ตามวงจรธุรกิจ (Build-Operate-Exit) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทผ่านพ้นความผันผวนของเศรษฐกิจไปได้ โดยมี Backlog ในมือเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักในอีก 4 ปีข้างหน้า

ยังไม่มีความคิดเห็น