เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
KC เผยผลงาน Q2/2569 ขาดทุนสุทธิ 26.31 ล้านบาท หลังรายได้จากการขายอสังหาฯ หายเกือบทั้งหมด
ข่าวสาร

KC เผยผลงาน Q2/2569 ขาดทุนสุทธิ 26.31 ล้านบาท หลังรายได้จากการขายอสังหาฯ หายเกือบทั้งหมด

KC P/E -100.00 YIELD 0.00
9 วัน 20:53 น. 0 ความเห็น

รายได้หลักจากการขายอสังหาฯ ลดลง 97.43% YoY กดดันผลประกอบการ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินพุ่งสูงขึ้นจากการปรับโครงสร้างหนี้

บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้รวมเพียง 0.93 ล้านบาท ลดลง 94.06% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 15.73 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 26.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากขาดทุน 17.54 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 โดยปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ และภาระต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจรอบนี้คือ การหายไปของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์หลักและการแบกรับภาระต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

  1. หัวใจคืออะไร: รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงเหลือ 0 บาท (ลดลง 100% YoY) ทำให้รายได้จากการขายรวมลดลงเหลือเพียง 0.40 ล้านบาท ซึ่งมาจากการเริ่มธุรกิจจำหน่ายปูนซีเมนต์เป็นครั้งแรก ในขณะที่ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึง 241.22% มาอยู่ที่ 10.10 ล้านบาท
  2. ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: การลดลงของรายได้อสังหาฯ สะท้อนถึงภาวะการขายที่หยุดชะงัก ส่วนต้นทุนทางการเงินที่พุ่งสูงขึ้นเกิดจากการบันทึกดอกเบี้ยจ่ายในช่วงที่บริษัทฯ อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน (ซึ่งลงนามแล้วเมื่อ 1 กรกฎาคม 2569) รวมถึงภาระดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมระยะสั้นจากบุคคลและบริษัทอื่น
  3. จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: สถานการณ์รายได้อสังหาฯ ที่ยังไม่ฟื้นตัวถือเป็นความท้าทายหลัก ส่วนต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงตามผลของการปรับโครงสร้างหนี้ที่เพิ่งลงนามไป อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการยังคงอยู่ในภาวะเปราะบางและต้องติดตามความคืบหน้าของธุรกิจใหม่ (ปูนซีเมนต์) และการบริหารจัดการหนี้สินอย่างใกล้ชิด

Highlight สำคัญ

  • รายได้รวม: อยู่ที่ 0.93 ล้านบาท ลดลง 94.06% YoY จากการขาดรายได้ขายอสังหาฯ
  • ขาดทุนสุทธิ: 26.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.98% YoY
  • ต้นทุนทางการเงิน: พุ่งขึ้นเป็น 10.10 ล้านบาท (+241.22% YoY) จากการปรับโครงสร้างหนี้
  • ธุรกิจใหม่: เริ่มรับรู้รายได้จากการขายปูนซีเมนต์ 0.40 ล้านบาทในไตรมาสนี้
  • สถานะหนี้สิน: หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 6.90% มาอยู่ที่ 740.11 ล้านบาท โดยมีหนี้สินผิดนัดชำระเพิ่มขึ้น 14.75 ล้านบาทจากการบันทึกดอกเบี้ย

ภาพรวมผลประกอบการ

บริษัทฯ ประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง โดยมีกำไรขั้นต้นติดลบ 1.64 ล้านบาท (อัตรากำไรขั้นต้น -176.34%) สะท้อนถึงการที่รายได้ไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมต้นทุนคงที่และต้นทุนการดำเนินงาน แม้บริษัทจะพยายามลดค่าใช้จ่ายในการบริหารลง 14.13% แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่หายไป

โอกาส

การเริ่มธุรกิจจำหน่ายปูนซีเมนต์ในไตรมาส 2/2569 ถือเป็นความพยายามในการสร้างกระแสรายได้ใหม่เพื่อทดแทนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง รวมถึงการลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านสภาพคล่องในระยะถัดไป

ความเสี่ยง

  1. ความเสี่ยงด้านคดีความ: บริษัทฯ ยังคงมีคดีความฟ้องร้องทั้งในฐานะโจทก์และจำเลย โดยเฉพาะคดีผู้บริโภคที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งบริษัทฯ ได้บันทึกประมาณการหนี้สินไว้แล้ว แต่ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
  2. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง: การเพิ่มขึ้นของหนี้สินผิดนัดชำระและการพึ่งพาเงินกู้ยืมระยะสั้นจากบุคคลภายนอกสะท้อนถึงข้อจำกัดทางการเงินที่รุนแรง
  3. ความเสี่ยงจากการดำเนินงาน: รายได้หลักจากอสังหาริมทรัพย์ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • ผลลัพธ์จากการปรับโครงสร้างหนี้ว่าจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้จริงหรือไม่ในไตรมาสถัดไป
  • ความคืบหน้าของคดีความในศาลฎีกา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินและกระแสเงินสด
  • ความสามารถในการขยายธุรกิจจำหน่ายปูนซีเมนต์ให้มีสัดส่วนรายได้ที่มั่นคง
  • การบริหารจัดการหนี้สินผิดนัดชำระที่เพิ่มขึ้น

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

บริษัทฯ ประสบปัญหาการโอนกรรมสิทธิ์ที่หยุดชะงักโดยสิ้นเชิงในไตรมาสนี้ (รายได้อสังหาฯ 0 บาท) ทำให้ไม่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปกติจากโครงการเดิม ขณะที่ต้นทุนจากธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงานมีเพียงค่าเสื่อมราคา 2.18 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระคงที่ที่บริษัทต้องแบกรับ

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมากถึง 51.68% จากสิ้นปี 2568 เหลือเพียง 46.52 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากผลขาดทุนสะสม หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นเป็น 740.11 ล้านบาท โดยมีการกู้ยืมเงินระยะสั้นเพิ่มขึ้นรวม 32.50 ล้านบาท (จากบริษัทอื่นและบุคคลอื่น) เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

สรุปท้าย

KC ยังคงอยู่ในช่วงวิกฤตทางการเงินโดยมีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นจากการขาดรายได้หลักและการแบกรับภาระดอกเบี้ยจากการปรับโครงสร้างหนี้ แม้จะมีการเริ่มธุรกิจใหม่และลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว แต่ความเสี่ยงจากคดีความและฐานะการเงินที่เปราะบางยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในรอบถัดไป

ยังไม่มีความคิดเห็น