TNDT ขาดทุนสุทธิลดลง 19% ใน Q2/2569 รับอานิสงส์รายได้ธุรกิจขายข้าวโตแรงและคุมค่าใช้จ่ายบริหารได้ดี
รายได้ธุรกิจบริการตรวจสอบหดตัว แต่ชดเชยด้วยยอดขายจากบริษัทย่อยที่เติบโตสูง พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
บริษัท ไทย เอ็น ดี ที จำกัด (มหาชน) หรือ TNDT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 โดยมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 25.01 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 19.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุน 30.98 ล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของรายได้ในธุรกิจขายข้าวและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายภายในที่ดีขึ้น แม้ธุรกิจหลักด้านบริการตรวจสอบและทดสอบจะยังคงเผชิญความท้าทายจากรายได้ที่ลดลงก็ตาม
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการในรอบนี้ คือการ "ปรับสมดุลพอร์ตรายได้" โดยรายได้จากการขายข้าวผ่านบริษัทย่อย (บริษัท ไรส์ พลัส จำกัด) เข้ามาทดแทนรายได้จากธุรกิจบริการหลักที่ลดลง ควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เข้มงวดขึ้น
1) หัวใจคืออะไร
ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลขาดทุนลดลงคือ รายได้จากการขายที่พุ่งสูงขึ้นถึง 86.88% (จาก 30.19 ล้านบาท เป็น 56.42 ล้านบาท) และการลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหาร 34.74% (จาก 56.39 ล้านบาท เหลือ 36.80 ล้านบาท) ซึ่งช่วยชดเชยรายได้จากการให้บริการที่ลดลง 39% และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายที่เกี่ยวข้องกับการขยายตลาดข้าว
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- รายได้: ธุรกิจบริการตรวจสอบและทดสอบโดยไม่ทำลาย (NDT) และเทคนิค Electron Beam มียอดลดลงเนื่องจากบริษัทอยู่ระหว่างปรับปรุงแผนธุรกิจ ในขณะที่ธุรกิจขายข้าวเติบโตจากการรุกตลาดผ่าน Social Media และการเพิ่มทีมขาย
- ค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไม่มีการตั้งสำรองด้อยค่าลูกหนี้และเงินลงทุนในบริษัทร่วมเหมือนในปีก่อน (ซึ่งเคยตั้งไว้รวม 13.37 ล้านบาท) รวมถึงการจัดการต้นทุนขายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแม้รายได้จะเพิ่มขึ้น
- ต้นทุนทางการเงิน: ยังคงเป็นภาระกดดันที่ 15.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเงินต้นเงินกู้ยืมที่ค้างชำระ
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัด ต้องติดตาม เนื่องจากรายได้หลักจากธุรกิจบริการยังอยู่ในช่วงปรับปรุงแผนธุรกิจ (Business Transformation) ส่วนการเติบโตของธุรกิจขายข้าวมีแนวโน้มต่อเนื่องจากการขยายช่องทางออนไลน์ แต่ต้องติดตามความสามารถในการทำกำไรสุทธิในระยะยาว เนื่องจากบริษัทมีภาระต้นทุนทางการเงินที่ค่อนข้างสูงและยังมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานอยู่
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม: 140.55 ล้านบาท ลดลง 12.85% YoY
- ผลขาดทุนสุทธิ: 25.01 ล้านบาท (ดีขึ้น 19.27% YoY)
- รายได้จากการขาย: 56.42 ล้านบาท (+86.88% YoY) จากการรุกตลาดข้าวออนไลน์
- รายได้จากการให้บริการ: 77.74 ล้านบาท (-39% YoY) จากธุรกิจตรวจสอบและทดสอบ
- ค่าใช้จ่ายบริหาร: ลดลง 34.74% YoY เนื่องจากการบริหารจัดการที่ดีขึ้นและไม่มีรายการตั้งสำรองด้อยค่าเหมือนปีก่อน
ภาพรวมผลประกอบการ
ผลประกอบการโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะขาดทุน แต่ทิศทางเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงของค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและการขยายตัวของธุรกิจใหม่ (ขายข้าว) อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจหลัก (NDT) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่บริษัทต้องเร่งแก้ไข
โอกาส
- การขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่าน Social Media ของบริษัทย่อยมีแนวโน้มสร้างกระแสเงินสดได้ต่อเนื่อง
- การปรับปรุงแผนธุรกิจบริการตรวจสอบและทดสอบ หากสำเร็จจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจหลักกลับมาได้
ความเสี่ยง
- ภาระต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากเงินต้นที่ค้างชำระ
- ความไม่แน่นอนของรายได้จากธุรกิจบริการหลักที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้าง
- ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม (ไฮคิก และ แฮชเปย์) ที่ยังคงเป็นภาระต่อกำไรสุทธิ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความคืบหน้าของแผนปรับปรุงธุรกิจบริการตรวจสอบและทดสอบ
- ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจขายข้าว (หลังหักค่าใช้จ่ายการตลาดที่พุ่งสูงขึ้น)
- การบริหารจัดการเงินกู้ยืมและต้นทุนทางการเงิน
- ผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมในอนาคต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- Utilization/Capacity: รายได้บริการลดลงสะท้อนถึงการใช้กำลังการผลิตหรือปริมาณงานที่ลดลงในธุรกิจ NDT
- ต้นทุนแรงงาน: ต้นทุนการให้บริการลดลง 21.74% สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง โดยเฉพาะการลดการจ้าง Outsource ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวเพื่อลดต้นทุนคงที่
- ประสิทธิภาพ: อัตรากำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานรวมลดลงจาก 54.55 ล้านบาท เหลือ 38.76 ล้านบาท สะท้อนว่าธุรกิจใหม่ยังไม่สามารถทดแทนมาร์จินของธุรกิจเดิมได้เต็มที่
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
บริษัทมีภาระต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 15.20 ล้านบาท ซึ่งสัมพันธ์กับเงินต้นที่ค้างชำระ แสดงถึงความตึงตัวของกระแสเงินสดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในรอบถัดไป
สรุปท้าย
TNDT ในไตรมาส 2/2569 อยู่ในสถานะ "ปรับตัว" โดยใช้ธุรกิจขายข้าวเป็นตัวประคองรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายบริหารที่ไม่จำเป็นลง แม้ผลขาดทุนจะลดลงแต่ยังคงมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานและภาระดอกเบี้ยที่สูง นักลงทุนควรจับตาความสำเร็จของการปรับโครงสร้างธุรกิจบริการหลัก ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าบริษัทจะสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้จริงหรือไม่ในอนาคต