PREB เผยกำไร Q2/2569 หดตัวจากต้นทุนก่อสร้างพุ่ง รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง
รายได้รวมโตจากงานรับเหมา แต่กำไรขั้นต้นถูกกดดันจากราคาวัตถุดิบและภาวะอสังหาฯ ชะลอตัว
บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ PREB รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 โดยมีกำไรสุทธิ 20.07 ล้านบาท ลดลง 11.32 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,441.88 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่เติบโตอย่างโดดเด่น อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นรวมปรับตัวลดลงเหลือ 7.51% จากแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบและภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งบริษัทได้ปรับกลยุทธ์เน้นการลดภาระหนี้สินและชะลอการลงทุนใหม่เพื่อรักษาสภาพคล่อง
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 ลดลง คือการหดตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในทุกส่วนงาน โดยเฉพาะธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีอัตรากำไรลดลงเหลือ 7.23% จากเดิมที่ 10.64% ในปีก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรขั้นต้นรวมลดลง 29.79 ล้านบาท แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตขึ้นถึง 266.83 ล้านบาทก็ตาม
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- ต้นทุนก่อสร้างพุ่ง: ผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อราคาวัตถุดิบก่อสร้างหลายรายการ ทำให้บริษัทต้องปรับประมาณการต้นทุนโครงการ (จนจบโครงการ) ในบางโครงการที่ประมูลไปก่อนหน้า
- ภาวะอสังหาฯ ซบเซา: ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผลิตวัสดุก่อสร้างยังคงมีอัตรากำไรต่ำกว่ามาตรฐาน เนื่องจากอิงกับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยส่วนอสังหาฯ เป็นการระบายสินค้าจากสต็อกเดิมเป็นหลัก ส่วนธุรกิจผลิตแผ่นพื้นฯ มีผลขาดทุนจากค่าเสื่อมราคาโรงงาน
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่องในระยะสั้น โดยบริษัทระบุว่าผลกระทบจากภาวะอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวจะยังคงมีต่อไปอีกสักระยะ อย่างไรก็ตาม ในแง่กระแสเงินสดบริษัทระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบในภาพรวม เนื่องจากธุรกิจผลิตฯ เป็นการขาดทุนทางบัญชีจากค่าเสื่อมราคา และธุรกิจอสังหาฯ เป็นการขายสต็อกเดิม ทั้งนี้ต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันและวัตถุดิบโลกอย่างใกล้ชิดว่าจะส่งผลต่อการปรับประมาณการต้นทุนในโครงการรับเหมาที่เหลืออยู่มากน้อยเพียงใด
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม: 1,441.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 266.83 ล้านบาท (YoY) โดยรายได้รับเหมาฯ เติบโต 299.11 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ: 20.07 ล้านบาท ลดลง 11.32 ล้านบาท (YoY) แต่กำไรสะสม 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 65.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.84 ล้านบาท (YoY)
- อัตรากำไรขั้นต้นรวม: ลดลงเหลือ 7.51% จาก 11.75% ในปีก่อน
- Backlog: ยอดงานในมือส่วนรับเหมาก่อสร้าง ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ประมาณ 9.22 พันล้านบาท
- การบริหารหนี้: อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือ 1.25 เท่า จาก 1.46 เท่า ณ สิ้นปี 2568
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้รวมเติบโตจากการเร่งตัวของงานรับเหมาก่อสร้าง แต่กำไรสุทธิรายไตรมาสถูกกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการปรับประมาณการกำไรโครงการ อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานสะสม 6 เดือนแรกยังคงเติบโตได้ดีกว่าปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 65.33 ล้านบาท
โอกาส
- ยอดงานในมือ (Backlog) ที่แข็งแกร่งกว่า 9.22 พันล้านบาท เป็นฐานรายได้สำคัญในอนาคต
- การลดภาระหนี้สินอย่างเข้มงวดช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับฐานะการเงินและลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาว
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัตถุดิบก่อสร้างจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
- ภาวะอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัว กระทบต่อยอดขายโครงการและรายได้จากธุรกิจผลิตวัสดุก่อสร้าง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การบริหารจัดการต้นทุนโครงการรับเหมาก่อสร้างภายใต้ภาวะราคาวัตถุดิบผันผวน
- ความคืบหน้าในการระบายสต็อกอสังหาริมทรัพย์เดิม
- การรักษาระดับ D/E Ratio ให้เป็นไปตามนโยบายที่ตั้งไว้ (ไม่เกิน 2.5 : 1)
- การชำระคืนหนี้สินตามแผนเพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยังคงเป็นรายได้หลักของบริษัท โดยมีรายได้ 1,298.10 ล้านบาท แต่กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการปรับประมาณการต้นทุนโครงการ ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และผลิตวัสดุก่อสร้างยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะตลาด โดยบริษัทเน้นการขายสต็อกเดิมและชะลอการลงทุนใหม่เพื่อรักษาสภาพคล่อง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
บริษัทมีฐานะการเงินที่รัดกุมขึ้น โดยหนี้สินรวมลดลงจาก 3,886.62 ล้านบาท เหลือ 3,331.02 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทได้ใช้เงินสดจากการดำเนินงานและวงเงินสินเชื่อไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 เต็มจำนวน และมีนโยบายงดเว้นการลงทุนขยายกิจการใหม่ในขณะนี้
สรุปท้าย
PREB เผชิญความท้าทายจากต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้นในไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง แม้รายได้จะเติบโตจากงานรับเหมาที่มี Backlog แข็งแกร่งถึง 9.22 พันล้านบาท กลยุทธ์สำคัญในขณะนี้คือการลดภาระหนี้สินและชะลอการลงทุนใหม่เพื่อประคองกระแสเงินสด ท่ามกลางภาวะอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งนักลงทุนควรติดตามการบริหารจัดการต้นทุนโครงการอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป