IHL เผยผลงาน Q2/2569 กำไรสุทธิ 25.80 ล้านบาท รับแรงกดดันจากต้นทุนระบายสินค้าคงเหลือ
รายได้จากการขายปรับตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลก ขณะที่ฝ่ายจัดการเร่งปรับโครงสร้างสินค้าคงคลังเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) หรือ IHL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้จากการขาย 518.13 ล้านบาท ลดลง 13.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 25.80 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการขายสินทรัพย์ประเภทที่ดิน ซึ่งช่วยพยุงภาพรวมผลประกอบการให้ยังคงเป็นบวกท่ามกลางความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้ คือ "การดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อระบายสินค้าคงเหลือ (Inventory Clearing)" ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนขั้นต้น 50.43 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ แต่ในขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็สามารถสร้างรายได้อื่นจากการขายที่ดินได้สูงถึง 164.38 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้บริษัทฯ ยังคงมีกำไรสุทธิในไตรมาสนี้
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- การระบายสินค้า: บริษัทฯ ตัดสินใจระบายสินค้ากลุ่มที่ตกรุ่นหรือล้าสมัยออกไป เพื่อลดความเสี่ยงจากการเสื่อมสภาพและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งเป็นรายการที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในไตรมาสนี้ให้ติดลบ
- ปัจจัยกดดันภายนอก: รายได้จากการขายหนังผืนตัดเป็นชิ้นสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ลดลง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ประกอบกับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น (เฉลี่ย 32.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ 33.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน) ซึ่งกระทบต่อรายได้จากการส่งออกที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก
- ต้นทุนการผลิต: หากไม่รวมรายการระบายสินค้าคงเหลือ อัตรากำไรขั้นต้นปกติจะอยู่ที่ 20.04% ซึ่งลดลงเล็กน้อยจาก 21.91% ในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าเสื่อมราคาที่เป็นต้นทุนคงที่ในขณะที่ปริมาณการผลิตลดลง และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
- ลักษณะครั้งคราว: การบันทึกรายได้จากการขายที่ดินเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time) ส่วนการระบายสินค้าคงเหลือกลุ่มตกรุ่นถือเป็นการปรับโครงสร้างเพื่อลดภาระในระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสินค้าคงคลังในอนาคต
- แนวโน้มในอนาคต: บริษัทฯ มีการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้าต่างประเทศ ซึ่งเห็นสัญญาณการเติบโตจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 5.37% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านราคาพลังงานและค่าเงินบาทที่ผันผวนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในรอบถัดไป
Highlight สำคัญ
- รายได้จากการขาย: 518.13 ล้านบาท ลดลง 13.15% YoY แต่เพิ่มขึ้น 5.37% QoQ
- กำไรสุทธิ: 25.80 ล้านบาท ลดลง 42.00% YoY แต่เพิ่มขึ้น 56.24% QoQ
- รายได้อื่น: พุ่งสูงขึ้นเป็น 172.15 ล้านบาท จากการขายที่ดิน 164.38 ล้านบาท
- สถานะสินค้าคงเหลือ: ลดลงเหลือ 1,755.85 ล้านบาท จากการเร่งระบายสินค้าตกรุ่น
- ภาระหนี้สิน: เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินลดลง 208.15 ล้านบาท จากการชำระคืนหนี้
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 690.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.51% YoY โดยได้รับอานิสงส์จากรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้หลักจากการขายจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยน แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการหนี้สินได้ดีขึ้น เห็นได้จากการลดลงของเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว
โอกาส
- การขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้าต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยผลักดันรายได้ QoQ ให้ปรับตัวดีขึ้น
- การลดภาระหนี้สินและดอกเบี้ยจ่ายจากการชำระคืนเงินกู้ยืม ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างทางการเงิน
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น กระทบต่อรายได้จากการส่งออก
- สภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังคงชะลอตัว ส่งผลต่อกำลังซื้อและการบริโภค
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความคืบหน้าของคำสั่งซื้อในกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้าว่าจะสามารถชดเชยรายได้จากกลุ่มรถยนต์ได้มากน้อยเพียงใด
- การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตต่อหน่วย (Unit Cost) ท่ามกลางราคาพลังงานที่ผันผวน
- ทิศทางของค่าเงินบาทที่จะส่งผลต่อรายได้จากการส่งออกในไตรมาสถัดไป
- ระดับสินค้าคงเหลือที่เหลืออยู่ว่าจะมีการบริหารจัดการอย่างไรต่อไป
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
บริษัทฯ เน้นการปรับตัวโดยการระบายสินค้าคงคลังที่เป็นสินค้าตกรุ่นเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และปรับเปลี่ยนสัดส่วนสินค้าคงเหลือสำหรับหนังหมูเพื่อรองรับคำสั่งซื้อใหม่ในกลุ่มรองเท้า การใช้กำลังการผลิต (Utilization) ในไตรมาสนี้ได้รับผลกระทบจากปริมาณการผลิตที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยสูงขึ้นเล็กน้อย
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 4,101.92 ล้านบาท หนี้สินรวมลดลงเหลือ 2,364.45 ล้านบาท กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 33.94 ล้านบาท และได้รับกระแสเงินสดจากการขายสินทรัพย์ (ที่ดิน) 182.64 ล้านบาท ซึ่งถูกนำไปใช้ในการชำระคืนเงินกู้ยืมเป็นหลัก
สรุปท้าย
IHL ผ่านไตรมาส 2/2569 มาได้ด้วยการปรับโครงสร้างสินค้าคงคลังและการขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แม้กำไรจากการดำเนินงานปกติจะถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่การมุ่งเน้นขยายธุรกิจในกลุ่มรองเท้าและการลดภาระหนี้สินอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความพยายามของฝ่ายจัดการในการประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวไปได้ โดยนักลงทุนควรติดตามความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักในไตรมาสถัดไปเป็นสำคัญ