TGH กำไรสุทธิ Q2/2569 อยู่ที่ 251 ล้านบาท ลดลง 36.9% YoY กดดันจากธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย
รายได้รวมปรับตัวลดลงตามภาวะตลาด ขณะที่ธุรกิจการเงินยังคงทำกำไรได้ดีจากการบริหารพอร์ตเช่ารถยนต์
บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TGH รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 251 ล้านบาท ลดลง 147 ล้านบาท หรือ 36.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 4,069 ล้านบาท ลดลง 6.1% YoY สาเหตุหลักมาจากผลขาดทุนจากการขายเงินลงทุนในธุรกิจประกันชีวิต และการปรับพอร์ตการรับประกันภัยในธุรกิจประกันวินาศภัย อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปกติได้ดีขึ้นประมาณ 4.7% สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรม
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญของกำไรที่ลดลงในไตรมาสนี้คือ "ผลขาดทุนจากการขายเงินลงทุน" ในธุรกิจประกันชีวิต และ "รายได้จากการรับประกันภัยที่ลดลง" ในธุรกิจประกันวินาศภัยจากการปรับพอร์ตเพื่อเน้นคุณภาพ รวมถึงฐานเปรียบเทียบในไตรมาส 2/2568 ที่มีการกลับรายการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ทำให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานในไตรมาสนี้ดูสูงขึ้นเมื่อเทียบกัน
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- ธุรกิจประกันชีวิต: เผชิญกับภาวะขาดทุนจากการขายเงินลงทุนเพื่อปรับพอร์ตโฟลิโอ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 25.9% YoY แม้ว่ารายได้จากการประกันภัยจะเติบโตได้ดีจากเบี้ยประกันคุ้มครองสินเชื่อและประกันกลุ่ม
- ธุรกิจประกันภัย: รายได้จากการรับประกันภัยลดลง 1.1% YoY จากการปรับสัดส่วนพอร์ตเพื่อเน้นกำไรท่ามกลางการแข่งขันที่สูง และมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีการกลับรายการสำรองหนี้สูญ
- ธุรกิจการเงิน: เป็นจุดแข็งที่ทำกำไรได้ดีขึ้น โดยมีกำไรขั้นต้นจากการขายรถยนต์หมดสัญญาผ่านช่องทางรายย่อยเพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยรายได้จากสัญญาเช่าที่ลดลงตามจำนวนรถยนต์ในพอร์ต
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัด ต้องติดตาม โดยเฉพาะในส่วนของพอร์ตการลงทุนที่ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดทุนและอัตราผลตอบแทน (Yield) อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการมุ่งเน้นการปรับพอร์ตการรับประกันภัยให้มีคุณภาพขึ้น และการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนดำเนินงานในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยประคองผลประกอบการในครึ่งปีหลัง
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2569: 251 ล้านบาท (-36.9% YoY)
- รายได้รวม Q2/2569: 4,069 ล้านบาท (-6.1% YoY)
- ธุรกิจการเงิน: กำไรสุทธิ 17 ล้านบาท (+10.1% YoY) จากการขายรถยนต์หมดสัญญาผ่านช่องทางรายย่อยที่มีมาร์จินสูงขึ้น
- การควบคุมต้นทุน: หากไม่รวมรายการพิเศษ บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานปกติได้ประมาณ 4.7%
- ความยั่งยืน: รายได้จากผลิตภัณฑ์ Low Carbon สะสมถึง Q2/2569 อยู่ที่ 2,409.5 ล้านบาท คิดเป็น 160.6% ของเป้าหมายทั้งปี
ภาพรวมผลประกอบการ
ผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 476 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจการเงินที่เติบโตโดดเด่น แม้ธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัยจะเผชิญแรงกดดันจากการปรับพอร์ตลงทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
โอกาส
- การเติบโตของผลิตภัณฑ์ประกันภัยและบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ ESG (เช่น ประกันรถ EV, สินเชื่อ Solar Rooftop)
- การขยายฐานลูกค้าผ่านโครงการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ซึ่งช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว (Customer Lifetime Value)
- ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Process) และการลดใช้กระดาษ
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของตลาดทุนที่ส่งผลต่อมูลค่าเงินลงทุนและกำไรจากการขายเงินลงทุน
- การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมประกันภัยและตลาดรถเช่าองค์กร
- ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลต่อกำลังซื้อและปริมาณรถยนต์มือสองในตลาด
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทางของอัตราผลตอบแทนตลาด (Yield) ซึ่งกระทบต่อมูลค่าเงินลงทุนในตราสารหนี้
- ความสำเร็จในการบริหารพอร์ตการรับประกันภัยให้มีคุณภาพและทำกำไรได้ตามเป้าหมาย
- การบริหารจัดการต้นทุนดำเนินงานให้เป็นไปตามวินัยที่วางไว้
- กระแสเงินสดจากการเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่มธุรกิจการเงินและประกัน)
- ธุรกิจประกันชีวิต: กำไรสุทธิ 289 ล้านบาท (-25.9% YoY) หลักๆ มาจากขาดทุนจากการขายเงินลงทุน
- ธุรกิจประกันภัย: ขาดทุนสุทธิ 30 ล้านบาท (เทียบกับกำไร 36 ล้านบาทในปีก่อน) จากการปรับพอร์ตและค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
- ธุรกิจการเงิน: กำไรสุทธิ 17 ล้านบาท (+10.1% YoY) แม้รายได้จากสัญญาเช่าลดลง 2.9% แต่ได้กำไรจากการขายรถยนต์หมดสัญญาผ่านช่องทางรายย่อยมาช่วยสนับสนุน
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 92,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จากปีก่อน โดยหนี้สินส่วนใหญ่ (72%) มาจากหนี้สินสัญญาประกันภัย และ 23% มาจากเงินกู้ยืม ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 11,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นและการสำรองทางการเงินที่ลดลงจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น
สรุปท้าย
TGH ในไตรมาส 2/2569 เผชิญความท้าทายจากผลขาดทุนในการปรับพอร์ตลงทุนของธุรกิจประกันชีวิตและค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจการเงินยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่สร้างกำไรได้ดีจากการขายรถยนต์หมดสัญญาผ่านช่องทางรายย่อย การมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ด้านความยั่งยืน (ESG) และการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัยจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการในครึ่งปีหลังท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวน