AMANAH พลิกฟื้นผลงาน Q2/2569 ขาดทุนลดลงฮวบ 91.55% รับอานิสงส์คุมเข้มคุณภาพสินเชื่อ
รายได้รวมกลับมาเติบโตครั้งแรกในรอบปี พร้อมเดินหน้าเร่งรัดหนี้เชิงรุกหนุนกำไรก่อนต้นทุนทางการเงินพลิกเป็นบวก
บริษัท อะมานะฮ์ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ AMANAH รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีผลขาดทุนสุทธิลดลงเหลือ 3.89 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากขาดทุน 46.03 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการฟื้นตัวร้อยละ 91.55 โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่เข้มงวดและการเร่งรัดติดตามหนี้เชิงรุกที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ส่งผลให้รายได้รวมกลับมาเติบโตร้อยละ 11.99 เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.96 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของการฟื้นตัวในไตรมาสนี้คือ "การลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL)" ควบคู่ไปกับ "การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII)" จากการบริหารจัดการหนี้ที่มีประสิทธิภาพ
1) หัวใจคืออะไร:
ปัจจัยหลักคือ ECL ที่ลดลงเหลือ 97.61 ล้านบาท (ลดลง 32.88% YoY) และรายได้ค่าธรรมเนียมรวมถึงรายได้จากการ Recovery หนี้ตามคำพิพากษาที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 66.94 ล้านบาท (จาก 28.88 ล้านบาทในปีก่อน) ซึ่งรายการเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้กำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษีพลิกกลับมาเป็นบวกที่ 21.98 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
บริษัทดำเนินมาตรการเชิงรุกตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 โดยการจ้างผู้ให้บริการติดตามหนี้ภายนอก (OA) ที่มีความชำนาญเฉพาะพื้นที่และใช้ระบบจ่ายงานตามผลงาน (Performance-based) ทำให้สามารถสกัดกั้นการไหลตกชั้นของลูกหนี้เป็น NPF ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การเร่งรัดยึดรถและจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย รวมถึงการติดตามหนี้ตามคำพิพากษาโดยฝ่ายกฎหมาย ส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากการ Recovery เพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 33.83% จากค่าจ้าง OA และรายการปรับปรุงบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่มค้างรับจำนวน 10.02 ล้านบาท แต่ผลตอบแทนที่ได้รับจากการจัดเก็บหนี้ถือว่ามีความคุ้มค่า (Cost-Effective)
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
มีโอกาสต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการเร่งรัดติดตามหนี้เชิงรุกเริ่มส่งผลเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องมาเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน ฝ่ายจัดการระบุว่าหากมาตรการเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป ผลการดำเนินงานในครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องยังต้องขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อของครัวเรือน และราคารถมือสองในตลาดซึ่งส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าหลักประกันและผลขาดทุนจากการจำหน่ายรถยึด
Highlight สำคัญ
- ผลขาดทุนสุทธิ: ลดลงเหลือ 3.89 ล้านบาท (ดีขึ้น 91.55% YoY)
- รายได้รวม: 218.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.99% YoY และ 14.96% QoQ
- ECL: ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 เหลือ 97.61 ล้านบาท
- NPF Ratio: ปรับตัวลดลงเหลือ 13.54% ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 จาก 18.11% ณ สิ้นปี 2568
- สภาพคล่อง: เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 30.10% จากสิ้นปี 2568 เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการปล่อยสินเชื่อใหม่
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้รวมเติบโตจากการบริหารจัดการหนี้ แม้รายได้จากการให้สินเชื่อจะยังคงลดลง 8.81% YoY ตามนโยบายคัดกรองลูกหนี้ที่เข้มงวด แต่การลดลงของรายได้สินเชื่อเริ่มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569
โอกาส
การมีสภาพคล่องส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บหนี้ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้บริษัทสามารถนำเงินไปขยายการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่มีคุณภาพ เพื่อชะลอการหดตัวของพอร์ตสินเชื่อและฟื้นฟูรายได้หลักในอนาคต
ความเสี่ยง
ความผันผวนของราคารถมือสองในตลาดซึ่งกระทบต่อมูลค่าหลักประกันและผลขาดทุนจากการจำหน่ายรถยึด รวมถึงภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของครัวเรือนที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความต่อเนื่องของประสิทธิภาพในการจัดเก็บหนี้ (Recovery)
- การควบคุมอัตรา NPF ให้ลดลงตามเป้าหมาย
- ความสำเร็จในการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่มีคุณภาพเพื่อชดเชยพอร์ตที่หดตัว
- การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้ (OA) ให้สอดคล้องกับผลตอบแทน
รายละเอียดเชิงลึก (ธุรกิจการเงิน)
บริษัทเน้นการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกและการบังคับคดี โดยมีอัตราส่วน D/E อยู่ที่ 1.43 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม สะท้อนความระมัดระวังในการก่อหนี้เพิ่ม โดยเงินกู้ยืมหลักยังคงมาจากผู้ถือหุ้นใหญ่ (ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) จำนวน 2,250 ล้านบาท
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 4,027.21 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.05% จากสิ้นปี 2568 เนื่องจากการหดตัวของพอร์ตสินเชื่อ แต่บริษัทมีสถานะเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้นมาก (716.05 ล้านบาท) ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจในระยะถัดไป
สรุปท้าย
AMANAH ผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนจากการปรับกลยุทธ์ติดตามหนี้เชิงรุก แม้จะมีผลขาดทุนสุทธิเล็กน้อยในไตรมาสนี้จากรายการปรับปรุงบัญชี แต่กำไรก่อนต้นทุนทางการเงินที่พลิกเป็นบวกสะท้อนถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างมาก หากบริษัทสามารถรักษาระดับการจัดเก็บหนี้และขยายสินเชื่อใหม่ที่มีคุณภาพได้ตามแผน ผลประกอบการในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มสดใสขึ้นตามลำดับ