BM กำไรสุทธิ Q2/2569 พุ่งทะยาน 103% แตะ 40.63 ล้านบาท รับอานิสงส์ยอดขายทำสถิติสูงสุดใหม่
รายได้ใน-ต่างประเทศโตแกร่งหนุนผลงานโดดเด่น พร้อมเดินหน้าขยายโรงงาน Free Zone เฟส 2 รองรับคำสั่งซื้ออนาคต
บริษัท บางกอกชีทเม็ททัล จำกัด (มหาชน) หรือ BM รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 40.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 103.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 543.38 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับรายได้รายไตรมาสที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ปัจจัยหลักมาจากความต้องการสินค้าในกลุ่ม Data Center และผลิตภัณฑ์ใหม่ในอุตสาหกรรมระบบกักเก็บพลังงานที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเติบโตของงานรับจ้างผลิตเพื่อส่งออกที่แข็งแกร่ง
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของผลประกอบการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในไตรมาสนี้ คือ "การขยายตัวของยอดขายทั้งในและต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ" ซึ่งส่งผลให้รายได้รวมเติบโตถึง 68% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- การเติบโตของกลุ่มลูกค้าในประเทศ: ได้รับแรงหนุนหลักจากคำสั่งซื้อในกลุ่มงาน Data Center ที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเริ่มรับรู้รายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ถาดรองแบตเตอรี่ (Battery Tray) และชิ้นส่วนโลหะสำหรับอุตสาหกรรมระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูง
- การขยายตัวของตลาดส่งออก: งานรับจ้างผลิตและแปรรูปโลหะ (Sheet Metal Fabrication) เพื่อการส่งออกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ
- ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ: แม้ต้นทุนขายและบริการจะเพิ่มขึ้นตามยอดขาย แต่บริษัทสามารถทำกำไรขั้นต้นได้ถึง 103.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.53% จากปีก่อน
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
มีโอกาสต่อเนื่อง จากการที่บริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานเขตปลอดอากร (Free Zone) เฟส 2 เพื่อรองรับการขยายตัวของงานส่งออกและคำสั่งซื้อใหม่ๆ ในอนาคต ประกอบกับทิศทางความต้องการในกลุ่ม Data Center และ Energy Storage ที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและสถานการณ์คำสั่งซื้อในระยะยาวอย่างใกล้ชิด
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ: 40.63 ล้านบาท (+103.46% YoY)
- รายได้รวม: 543.38 ล้านบาท (+68% YoY) ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- อัตรากำไรขั้นต้น: อยู่ที่ 19.31%
- ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม: ลดลงเหลือ 1.84 ล้านบาท (จาก 2.56 ล้านบาทในปีก่อน) สะท้อนพัฒนาการที่ดีขึ้นของแบรนด์ในตลาด
- สถานะการเงิน: D/E Ratio อยู่ที่ 1.03 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.79 เท่า ณ สิ้นปี 2568 จากการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้าและเงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้รวมไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 543.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 219.94 ล้านบาท (+68% YoY) ส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 996.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โอกาส
- การขยายตัวของอุตสาหกรรม Data Center และ Energy Storage ในประเทศ
- การก่อสร้างโรงงาน Free Zone เฟส 2 จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรับงานส่งออกและคำสั่งซื้อใหม่ๆ
- ผลประกอบการของบริษัทร่วม (นิตโต้ โคเกียว บีเอ็ม) มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA) เป็นบวก
ความเสี่ยง
- ภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมระยะสั้นเพื่อใช้ในการดำเนินงาน
- ผลขาดทุนทางบัญชีจากบริษัทร่วมที่ยังคงมีค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรและโรงงานในระดับสูง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงาน Free Zone เฟส 2
- อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) หลังการขยายโรงงาน
- การเติบโตของรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ (Battery Tray) ว่าจะรักษาอัตราการเติบโตได้ต่อเนื่องเพียงใด
- การบริหารจัดการ D/E Ratio ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
บริษัทเน้นการรับจ้างผลิตและแปรรูปโลหะ (Sheet Metal Fabrication) โดยในไตรมาสนี้มีการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของรายได้ การเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้าและเงินกู้ยืมระยะสั้นสะท้อนถึงการเร่งตัวของกิจกรรมการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 1,848.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.90% จากสิ้นปี 2568 หนี้สินรวมอยู่ที่ 938.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.06% ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 910.22 ล้านบาท โดย D/E Ratio ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.03 เท่า
สรุปท้าย
BM โชว์ฟอร์มแกร่งในไตรมาส 2/2569 ด้วยการทำสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หนุนโดยดีมานด์ในกลุ่ม Data Center และ Energy Storage การเติบโตที่ก้าวกระโดดของกำไรสุทธิตอกย้ำถึงความสำเร็จในการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ แม้จะมีภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ แต่ด้วยแผนการขยายโรงงาน Free Zone เฟส 2 ทำให้แนวโน้มการเติบโตในระยะถัดไปมีความน่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด