เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SCP เผยกำไร Q2/2569 หดตัว 15.3% กดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและราคาน้ำมันพุ่งสูง
ข่าวสาร

SCP เผยกำไร Q2/2569 หดตัว 15.3% กดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและราคาน้ำมันพุ่งสูง

SCP P/E 8.78 YIELD 10.99
9 วัน 17:59 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมลดลง 8.38% สวนทางต้นทุนขายและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงานและวัตถุดิบหลัก

บริษัท ทักษิณคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ SCP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 86.29 ล้านบาท ลดลงจาก 101.89 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 14.41% โดยได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมันและวัตถุดิบหลักในการผลิตคอนกรีต

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวลดลง คือ "การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและบริการ" ในขณะที่รายได้รวมปรับตัวลดลง 8.38% มาอยู่ที่ 598.90 ล้านบาท โดยเฉพาะรายได้จากการให้บริการที่ลดลงถึง 19.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ต้นทุนขายและบริการรวมของบริษัทปรับเพิ่มขึ้นเป็น 435.13 ล้านบาท แม้ในเชิงตัวเลขรวมจะดูเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (0.25%) แต่เมื่อเทียบกับรายได้ที่ลดลง ทำให้สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยฝ่ายจัดการระบุว่าสาเหตุหลักมาจากราคาวัตถุดิบหลักและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ลดลงเหลือ 158.81 ล้านบาท (ลดลง 8.80% YoY)

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

สถานการณ์นี้ ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบมีความผันผวนตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีงานโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชนที่ดำเนินงานต่อเนื่องมาจากไตรมาสแรก ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนรายได้ในระยะถัดไป แต่ความสามารถในการทำกำไรจะยังคงถูกกดดันหากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ Q2/2569: อยู่ที่ 86.29 ล้านบาท ลดลง 15.30% เมื่อเทียบกับ Q2/2568 (101.89 ล้านบาท)
  • รายได้รวม Q2/2569: อยู่ที่ 598.90 ล้านบาท ลดลง 8.38% YoY
  • ต้นทุนขายและบริการ: ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและวัตถุดิบหลัก ส่งผลให้ GPM ลดลงเหลือ 26.74% จากเดิม 26.99%
  • ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: มีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 ล้านบาท สำหรับงวด 6 เดือนแรก
  • สถานะการเงิน: บริษัทมีกระแสเงินสดปลายงวดแข็งแกร่งที่ 959.50 ล้านบาท และมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างงวดไปแล้ว 282.30 ล้านบาท

ภาพรวมผลประกอบการ

ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 1,259.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.57% YoY จากงานโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชน แต่กำไรสุทธิรวม 6 เดือนกลับลดลงเหลือ 183.75 ล้านบาท (จาก 183.76 ล้านบาทในปีก่อน) สะท้อนถึงแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดครึ่งปีแรก

โอกาส

  • การมีงานโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชนในมือที่ดำเนินงานต่อเนื่อง ช่วยสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง
  • สภาพคล่องทางการเงินอยู่ในระดับสูง มีเงินสดปลายงวดเกือบ 1 พันล้านบาท รองรับการดำเนินงานและโอกาสการลงทุนใหม่ๆ

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาพลังงานและวัตถุดิบหลักจากปัจจัยภายนอก (สงคราม) ซึ่งกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไร
  • ความเสี่ยงด้านลูกหนี้การค้า สะท้อนจากการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  1. ทิศทางราคาน้ำมันและวัตถุดิบในตลาดโลก
  2. ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน (Cost Control) เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
  3. ความคืบหน้าของงานโครงการขนาดใหญ่ในมือ (Backlog) ว่าจะสามารถส่งมอบได้ตามแผนหรือไม่
  4. การบริหารจัดการลูกหนี้การค้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อกระแสเงินสด

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

รายได้จากการขายในงวด 6 เดือนแรกเติบโต 15.65% แต่รายได้จากการให้บริการลดลง 6.32% สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนสัดส่วนรายได้ของบริษัท โดยบริษัทเน้นการรับงานโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชนเป็นหลัก ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักในขณะนี้

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

บริษัทมีฐานะการเงินที่มั่นคง โดยมีสินทรัพย์รวม 2,686.65 ล้านบาท หนี้สินรวม 586.20 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำ สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงิน กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 192.94 ล้านบาท ช่วยสนับสนุนการจ่ายเงินปันผลและการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

สรุปท้าย

แม้ SCP จะมียอดรายได้รวมในรอบ 6 เดือนที่เติบโตได้ดีจากงานโครงการขนาดใหญ่ แต่กำไรสุทธิกลับถูกบีบด้วยต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก นักลงทุนควรจับตาความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนในไตรมาสถัดไป ควบคู่ไปกับการติดตามความคืบหน้าของโครงการในมือ ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตรากำไรให้กลับมาโดดเด่นได้หรือไม่ท่ามกลางความผันผวนของราคาต้นทุน

ยังไม่มีความคิดเห็น