STX เผยผลงาน Q2/2569 ขาดทุนสุทธิ 0.08 ล้านบาท รับผลกระทบยอดขายหินใหญ่ลดลงและต้นทุนพลังงานพุ่ง
รายได้รวมชะลอตัวตามภาวะตลาดก่อสร้าง ขณะที่บริษัทเร่งปรับตัวผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพเหมืองใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
บริษัท สโตนวัน จำกัด (มหาชน) หรือ STX รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวม 84.61 ล้านบาท ลดลง 7.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 0.08 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากยอดจำหน่ายหินใหญ่ (Bigrock) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของลูกค้าสิ้นสุดลง ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกดดันอัตรากำไรขั้นต้น ทั้งนี้ บริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากการลงทุนในเหมืองเขาย้อยเพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่ในระยะถัดไป
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือ "การชะลอตัวของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์หลัก" โดยเฉพาะหินใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากการสิ้นสุดโครงการก่อสร้างของลูกค้ารายใหญ่ ประกอบกับแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันและค่าจ้างผู้รับเหมาขุดตักที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 15.55% จากเดิม 17.66% ในไตรมาส 2/2568
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- ปริมาณความต้องการลดลง: รายได้จากการขายสินค้าหลักลดลง 8.28 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มแกรนิต หินปูน และโดโลไมต์ เนื่องจากภาพรวมการก่อสร้างภาคเอกชนและที่อยู่อาศัยยังคงชะลอตัว
- ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น: ภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น กระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่ง นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการก่อสร้างเหมืองใหม่ (เหมืองเขาย้อย) เข้ามากดดันผลกำไรในระยะสั้น
- ฐานเปรียบเทียบจากปีก่อน: ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัทมีรายการพิเศษจากการกลับรายการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวนมาก ทำให้ผลกำไรในปีก่อนสูงกว่าการดำเนินงานปกติอย่างมีนัยสำคัญ
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
สถานการณ์นี้มี "ลักษณะชั่วคราว" โดยมีโอกาสฟื้นตัวได้ในรอบถัดไป เนื่องจากบริษัทได้ลงนามในสัญญา Turn-Key Project สำหรับเหมืองเขาย้อย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์และรับรู้รายได้ได้ตั้งแต่ปลายไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความผันผวนของราคาพลังงานและนโยบายภาครัฐที่อาจส่งผลต่อความล่าช้าของโครงการก่อสร้างในภาพรวม
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม: 84.61 ล้านบาท ลดลง 7.66% YoY
- ผลขาดทุนสุทธิ: 0.08 ล้านบาท (เทียบกับกำไร 3.76 ล้านบาท ใน Q2/2568)
- EBITDA: 12.70 ล้านบาท ลดลง 23.19% YoY
- อัตรากำไรขั้นต้น: 15.55% ลดลงจาก 17.66% ในปีก่อน
- การลงทุน: อยู่ระหว่างเร่งก่อสร้างโรงโม่และติดตั้งเครื่องจักรที่เหมืองเขาย้อย เพื่อทดแทนเหมืองหนองข่าที่จะยุติการผลิตในต้นไตรมาส 4/2569
- สถานะการเงิน: เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 67.69 ล้านบาท จากการนำไปลงทุนในโครงการเหมืองใหม่
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้รวมในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวลดลงทั้งรายไตรมาสและงวดสะสม 6 เดือน โดยรายได้จากการขายสินค้าหลักลดลง 8.58% ในขณะที่รายได้จากบริการขนส่งปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้บริษัทจะมีการปรับราคาขายผลิตภัณฑ์หลักเพิ่มขึ้นเพื่อบรรเทาภาระต้นทุน แต่ยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเหมืองใหม่ได้ทั้งหมด
โอกาส
- เหมืองเขาย้อย: การเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปลายไตรมาส 3/2569 จะเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้ใหม่ที่สำคัญ
- โครงการภาครัฐ: การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยหลักที่พยุงอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศ
- การบริหารจัดการต้นทุน: การย้ายเครื่องจักรจากเหมืองหนองข่าที่กำลังจะปิดตัวไปยังเหมืองแห่งอื่น จะช่วยลดภาระต้นทุนในอนาคต
ความเสี่ยง
- ต้นทุนพลังงาน: ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกยังคงเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง
- ภาวะเศรษฐกิจ: การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และเชิงพาณิชย์ที่ยังอ่อนแอ อาจส่งผลต่อความต้องการใช้หินก่อสร้าง
- ความล่าช้าของโครงการ: ความไม่แน่นอนด้านนโยบายรัฐบาลและความตึงเครียดระหว่างประเทศอาจทำให้การเริ่มโครงการก่อสร้างล่าช้ากว่าแผน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของเหมืองเขาย้อยตามกำหนดการในปลายไตรมาส 3/2569
- การบริหารจัดการทรัพย์สินและต้นทุนหลังการปิดเหมืองหนองข่าในต้นไตรมาส 4/2569
- ความสามารถในการปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริง
- การฟื้นตัวของความต้องการหินก่อสร้างจากโครงการภาครัฐและเอกชนในช่วงครึ่งปีหลัง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
บริษัทเน้นการปรับตัวเชิงรุกโดยการปรับแผนการตลาดผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-products) เช่น หินฝุ่น เพื่อเพิ่มรายได้เสริม ในขณะที่โครงสร้างต้นทุนมีการเปลี่ยนแปลงโดยสัดส่วนต้นทุนผันแปรต่อต้นทุนคงที่อยู่ที่ 61:39 สะท้อนถึงการปรับตัวตามปริมาณการผลิตที่ลดลง ทั้งนี้ บริษัทมีภาระหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูงถึง 77.70% ซึ่งอาจได้รับผลกระทบหากภาวะการเงินตึงตัว
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 1,086.25 ล้านบาท ลดลง 2.65% จากสิ้นปี 2568 โดยเงินสดลดลงจากการลงทุนในเหมืองใหม่ อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.26 เท่า สะท้อนถึงฐานะการเงินที่ยังมีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการรองรับการขยายตัว
สรุปท้าย
ผลประกอบการของ STX ในไตรมาส 2/2569 สะท้อนถึงช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านเหมืองหินจากแหล่งเดิมสู่แหล่งใหม่ แม้จะมีผลขาดทุนสุทธิเล็กน้อยจากปัจจัยด้านต้นทุนและภาวะตลาดที่ชะลอตัว แต่การลงทุนในเหมืองเขาย้อยถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างการเติบโตในอนาคต นักลงทุนควรจับตาความสำเร็จในการเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของเหมืองใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3 นี้ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการพลิกฟื้นผลประกอบการกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง