UEC เผยผลงาน Q2/2569 ขาดทุนสุทธิ 16.7 ล้านบาท รับผลกระทบรายได้ชะลอตัวจากกลุ่มพลังงาน
รายได้หลักหดตัวตามคำสั่งซื้อที่ลดลง ขณะที่กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายการพิเศษช่วยพยุงผลประกอบการ
บริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ UEC รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้จากสัญญากับลูกค้าอยู่ที่ 119.7 ล้านบาท ลดลง 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 16.7 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนดังกล่าวปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 17.7 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยบวกจากการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนและการขายสินทรัพย์เข้ามาช่วยชดเชยรายได้หลักที่ลดลง
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือ "การหดตัวของรายได้จากคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลง" ในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงาน ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมก่อสร้างภายในประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรขั้นต้นที่ลดลงถึง 20 ล้านบาท หรือลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สาเหตุหลักเกิดจากปริมาณงานในมือ (Order Book) ที่ลดลงตามการชะลอตัวของกลุ่มลูกค้าหลัก ทำให้บริษัทไม่สามารถรักษาฐานรายได้เดิมไว้ได้ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นในงบรวมติดลบ 4.1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถจำกัดวงของผลขาดทุนสุทธิได้ผ่าน 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น 13 ล้านบาท จากการอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ และ 2) รายได้อื่นจากการจำหน่ายอาคารสำนักงานแห่งเดิมจำนวน 7 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
สำหรับความต่อเนื่องของผลประกอบการในรอบถัดไป ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากรายได้หลักยังคงผูกติดกับคำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีที่ยังมีการชะลอตัว รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในประเทศ ส่วนกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากการขายสินทรัพย์เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะกิจ ไม่ได้สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานปกติในระยะยาว
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม: อยู่ที่ 119.7 ล้านบาท ลดลง 19% YoY จากการชะลอตัวของลูกค้ากลุ่มปิโตรเคมีและพลังงาน
- กำไรขั้นต้น: ติดลบ 4.1 ล้านบาท (ลดลง 19.7 ล้านบาท YoY) จากการแข่งขันที่รุนแรงและปริมาณงานที่ลดลง
- กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน: พลิกเป็นบวก 2.5 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 13 ล้านบาท YoY) ช่วยลดผลกระทบต่อบรรทัดสุดท้าย
- รายการพิเศษ: มีรายได้อื่นจากการขายอาคารสำนักงาน 7 ล้านบาท
- ฐานะการเงิน: สินทรัพย์รวมลดลง 6% มาอยู่ที่ 1,185 ล้านบาท โดยลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือลดลงสอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2569 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 16.7 ล้านบาท แม้รายได้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ดีขึ้นเล็กน้อย (ลดลง 1% YoY) อย่างไรก็ตาม การที่กำไรขั้นต้นติดลบสะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารต้นทุนขายและบริการในช่วงที่ปริมาณงานลดลง
โอกาส
บริษัทมุ่งเน้นการบริหารจัดการสภาพคล่องและลดหนี้สิน โดยหนี้สินรวมลดลง 20% จากสิ้นปี 2568 จากการส่งมอบงานของบริษัทย่อยในเมียนมาร์ ซึ่งช่วยลดภาระหนี้สินที่เกิดจากสัญญาลงได้
ความเสี่ยง
ความเสี่ยงหลักคือการพึ่งพากลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงานที่อยู่ในช่วงชะลอตัว รวมถึงการแข่งขันด้านราคาสูงในอุตสาหกรรมก่อสร้างภายในประเทศ ซึ่งกดดันอัตรากำไรขั้นต้นอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การฟื้นตัวของคำสั่งซื้อใหม่ (Order Book) จากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
- ความสามารถในการบริหารต้นทุนขายและบริการให้กลับมาเป็นบวก
- ผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาทต่อรายการสินทรัพย์และหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศ
- การแข่งขันในอุตสาหกรรมก่อสร้างที่อาจกดดันราคาขาย (ASP) ต่อไป
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
บริษัทได้รับผลกระทบโดยตรงจาก Utilization Rate ที่ลดลงเนื่องจากคำสั่งซื้อน้อยลง ทำให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยสูงขึ้น นอกจากนี้ สินค้าคงเหลือที่ลดลง 21 ล้านบาท สะท้อนถึงการเบิกใช้เพื่อผลิตงานตามสัญญาที่เหลืออยู่ แต่ยังไม่มีการเติมสต็อกใหม่ในระดับที่ชดเชยรายได้ที่หายไปได้
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 1,185 ล้านบาท ลดลง 6% จากสิ้นปี 2568 ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือ 1,008 ล้านบาท สาเหตุหลักจากผลขาดทุนสะสมและการจ่ายเงินปันผล 17 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทมีสถานะหนี้สินที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงการบริหารจัดการภาระผูกพันตามสัญญาที่คืบหน้า
สรุปท้าย
ผลประกอบการ Q2/2569 ของ UEC ยังคงเผชิญความท้าทายจากรายได้ที่หดตัวตามอุตสาหกรรมหลัก แม้จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายการขายสินทรัพย์มาช่วยบรรเทาผลขาดทุน แต่ในระยะถัดไปบริษัทจำเป็นต้องเร่งหาคำสั่งซื้อใหม่เพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตและพลิกฟื้นกำไรขั้นต้นให้กลับมาเป็นบวก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด