PHG กำไร Q2/2569 หดตัว 47% รับผลกระทบรายได้ผู้ป่วยทั่วไปชะลอตัวและต้นทุนดำเนินงานพุ่ง
รายได้รวมปรับลดตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนบุคลากรและค่ารักษาพยาบาลกดดันอัตรากำไรขั้นต้น
บริษัท แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PHG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 45.87 ล้านบาท ลดลง 47.09% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลที่ลดลง 3.71% เหลือ 600.54 ล้านบาท ประกอบกับต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการขยายโควตาประกันสังคมและการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี ส่งผลให้บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งกระทบต่อการตัดสินใจใช้บริการของผู้ป่วยกลุ่มทั่วไป
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือ "การลดลงของรายได้ผู้ป่วยใน (IPD) กลุ่มทั่วไป" ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างมาร์จินสูง โดยมีสาเหตุหลักจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ผู้ป่วยชะลอการเข้ารับหัตถการแบบไม่เร่งด่วนและหันไปใช้สิทธิประกันสังคมแทนการใช้สิทธิประกันสุขภาพส่วนบุคคล ส่งผลให้อัตราการครองเตียง (Occupancy Rate) ลดลงเหลือ 62.00% จาก 69.10% ในปีก่อน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- รายได้กลุ่มทั่วไปหดตัว: รายได้จากกลุ่มลูกค้าทั่วไปลดลง 8.16% (YoY) เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยในและวันนอนเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ต้นทุนเพิ่มขึ้น: ต้นทุนการประกอบกิจการเพิ่มขึ้น 5.10% (YoY) หลักๆ มาจากค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเงินเดือนประจำปี รวมถึงค่ายาและวัสดุทางการแพทย์ที่สูงขึ้นตามปริมาณการใช้บริการของผู้ป่วยประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น
- ผลกระทบต่อมาร์จิน: อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวลดลงเหลือ 19.42% จาก 26.17% ในปีก่อน เนื่องจากสัดส่วนรายได้ที่เปลี่ยนไปสู่กลุ่มประกันสังคมที่มีมาร์จินต่ำกว่ากลุ่มทั่วไป
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
สถานการณ์นี้ มีโอกาสต่อเนื่องในระยะสั้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้ป่วยกลุ่มทั่วไป อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยการขยายฐานผู้ประกันตนจาก 170,000 คน เป็น 200,000 คน ซึ่งช่วยสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) จากค่าบริการเหมาหัวและค่ารักษาตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) เข้ามาทดแทนรายได้ส่วนที่หายไป
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ: 45.87 ล้านบาท ลดลง 47.09% YoY (งวด 6 เดือน กำไร 90.37 ล้านบาท ลดลง 45.30% YoY)
- รายได้รวม: 600.54 ล้านบาท ลดลง 3.71% YoY
- อัตรากำไรขั้นต้น: ลดลงเหลือ 19.42% จาก 26.17% ในปีก่อน
- กลุ่มประกันสังคม: รายได้เติบโตจากการเพิ่มโควตาผู้ประกันตนเป็น 200,000 คน ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 มีผู้ประกันตนจริง 184,199 ราย
- ต้นทุนบริหาร: เพิ่มขึ้น 8.19 ล้านบาท จากการปรับขึ้นเงินเดือนและสวัสดิการพนักงาน
ภาพรวมผลประกอบการ
รายได้รวมไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 600.54 ล้านบาท ลดลง 3.71% YoY โดยรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปลดลง 8.16% ขณะที่รายได้กลุ่มสวัสดิการภาครัฐเติบโตเล็กน้อย 1.14% ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงเหลือ 45.87 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 7.64%
โอกาส
- การเพิ่มโควตาผู้ประกันตนเป็น 200,000 คน ช่วยสร้างความมั่นคงของรายได้ในระยะยาว
- การเปิดห้องตรวจเพิ่มเติมที่สหคลินิกศูนย์การค้า The Hub ช่วยรองรับปริมาณผู้ป่วยประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น
ความเสี่ยง
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกระทบต่อการเข้ารับบริการหัตถการแบบไม่เร่งด่วนของกลุ่มลูกค้าทั่วไป
- ต้นทุนบุคลากรทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเงินเดือนประจำปี
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- อัตราการครองเตียง (Occupancy Rate) ว่าจะฟื้นตัวได้หรือไม่ในครึ่งปีหลัง
- การบริหารจัดการต้นทุนยาและวัสดุทางการแพทย์ให้สอดคล้องกับรายได้กลุ่มประกันสังคม
- การเพิ่มจำนวนผู้ประกันตนให้เต็มโควตาที่ได้รับอนุมัติ
- แนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศที่อาจส่งผลต่อการใช้บริการของผู้ป่วยกลุ่มทั่วไป
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- Utilization: อัตราการครองเตียงลดลงเหลือ 62.00% (จาก 69.10%) ส่วนผู้ป่วยนอก (OPD) อัตราการเข้ารับบริการอยู่ที่ 70.30% แม้จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นแต่การเปิดห้องตรวจเพิ่มทำให้สัดส่วนการใช้บริการต่อพื้นที่ลดลง
- ต้นทุนแรงงาน: ค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และพนักงานเป็นต้นทุนหลัก (53.22% ของต้นทุนรวม) ซึ่งเพิ่มขึ้นตามการปรับเงินเดือนประจำปี
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ฐานะการเงินแข็งแกร่งด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 517.20 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.19 เท่า สะท้อนความมั่นคงทางการเงินสูง
สรุปท้าย
ผลประกอบการ PHG ในไตรมาส 2/2569 ได้รับแรงกดดันจากรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำไรสุทธิหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับกลยุทธ์เน้นการเติบโตในกลุ่มประกันสังคมเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง แม้จะมีต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้นจากการปรับเงินเดือนและค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ แต่ด้วยฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและ D/E ที่ต่ำ ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวรับมือกับความท้าทายในครึ่งปีหลังได้ดี