เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
EVER กำไรสุทธิลดลง 15.78% ใน Q2/2569 รับผลกระทบยอดโอนอสังหาฯ ชะลอตัว
ข่าวสาร

EVER กำไรสุทธิลดลง 15.78% ใน Q2/2569 รับผลกระทบยอดโอนอสังหาฯ ชะลอตัว

EVER P/E -100.00 YIELD 0.00
1 อาทิตย์ 20:19 น. 0 ความเห็น

รายได้อสังหาฯ หด 28% ฉุดผลประกอบการ ขณะธุรกิจโรงพยาบาลยังเติบโตได้ดี

บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ EVER รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ 105.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าธุรกิจโรงพยาบาลจะยังคงเติบโตได้ดีก็ตาม

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ EVER ในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวลดลง คือ การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

  • ยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ลดลง: รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ที่ 189.21 ล้านบาท ลดลงถึง 74.27 ล้านบาท หรือ 28.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลงในหลายโครงการ เช่น โครงการเดอะ โพลิแทน บรีซ, โครงการเดอะ โพลิแทน อควา, โครงการมายรีสอร์ท แอท ริเวอร์ และโครงการอื่นๆ อีกหลายโครงการ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงชะลอตัว
  • ภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว: ฝ่ายจัดการระบุว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน, ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง, ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร, และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อในกลุ่มลูกค้าระดับปานกลาง-ล่างฟื้นตัวได้ช้า และอุปทานเหลือขายยังคงสะสมอยู่มาก

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าบริษัทได้ปรับตัวรับมือกับสถานการณ์โดยมุ่งเน้นพัฒนาโครงการแนวราบที่มีอยู่ให้ตอบโจทย์ความต้องการมากขึ้น และภาครัฐยังมีมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น การลดค่าโอน-จดจำนอง และการผ่อนคลายมาตรการ LTV แต่ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ นอกจากนี้ การที่บริษัทมีนโยบายชะลอการพัฒนาโครงการใหม่ๆ และมุ่งเน้นโครงการที่มีอยู่ อาจทำให้การรับรู้รายได้ในอนาคตขึ้นอยู่กับความสามารถในการระบายสต็อกโครงการเดิมเป็นหลัก

Highlight สำคัญ

  • ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น: ขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 105.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.78% จาก 91.09 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวมลดลง: รายได้รวมจากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 313.18 ล้านบาท ลดลง 16.69% จาก 375.92 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้อสังหาริมทรัพย์หดตัว 28.19%: เป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลประกอบการ โดยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 189.21 ล้านบาท ลดลงจาก 263.48 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้ธุรกิจโรงพยาบาลเติบโต 10.25%: มีรายได้ 123.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.53 ล้านบาท ช่วยชดเชยผลกระทบจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้บางส่วน
  • ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 20.20%: อยู่ที่ 59.91 ล้านบาท จาก 49.84 ล้านบาทในปีก่อน เป็นผลจากการเบิกรับเงินกู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 11.78%: อยู่ที่ 1,558.88 ล้านบาท จาก 1,767.04 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 เนื่องจากผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงาน

ภาพรวมผลประกอบการ

บริษัทมีรายได้รวมในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 313.18 ล้านบาท ลดลง 16.69% เมื่อเทียบกับ 375.92 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 28.19% เป็นผลมาจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลงในหลายโครงการ ขณะที่รายได้จากธุรกิจโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 10.25% จากการเข้ารับการรักษาพยาบาลของคนไข้ที่เพิ่มขึ้น

ต้นทุนขายและการให้บริการรวมลดลง 21.01% ตามสัดส่วนของรายได้ที่ลดลง โดยต้นทุนอสังหาริมทรัพย์ลดลง 31.33% และต้นทุนโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 3.83%

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวมลดลง 19.78% โดยต้นทุนในการจัดจำหน่ายลดลง 35.83% และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 12.87%

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 20.20% เป็น 59.91 ล้านบาท จาก 49.84 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเบิกรับเงินกู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 105.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 91.09 ล้านบาทในปีก่อน

โอกาส

  • มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์จากภาครัฐ: มาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง และการผ่อนคลาย LTV อาจช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ในระดับหนึ่ง
  • การเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาล: ธุรกิจโรงพยาบาลยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีจากการเข้ารับการรักษาของคนไข้ที่เพิ่มขึ้น
  • การปรับกลยุทธ์การขาย: บริษัทมีการส่งเสริมด้านโปรโมชั่น ส่วนลด และของแถม เพื่อจูงใจลูกค้าในการตัดสินใจซื้อ

ความเสี่ยง

  • ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว: ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ, ภาระหนี้ครัวเรือนสูง, และอัตราดอกเบี้ยที่สูง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์
  • การแข่งขันสูงและอุปทานคงค้าง: ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีการแข่งขันสูงและมีอุปทานเหลือขายสะสม
  • ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินส่งผลกระทบต่อผลกำไร
  • ข้อพิพาททางกฎหมาย: มีข้อพิพาทกับผู้รับเหมาก่อสร้างที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินหากผลคำพิพากษาไม่เป็นคุณ
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง: อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 2.39 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ซึ่งอยู่ในระดับสูง

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • ยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอสังหาริมทรัพย์: ความสามารถในการระบายสต็อกโครงการเดิม และการรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาสถัดไป
  • การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน: แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมของบริษัท
  • ผลการพิจารณาคดีความ: ความคืบหน้าและผลคำพิพากษาในคดีความกับผู้รับเหมาก่อสร้าง
  • ผลประกอบการของธุรกิจโรงพยาบาล: การเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโรงพยาบาล
  • การปรับกลยุทธ์การขายและการตลาด: ประสิทธิผลของโปรโมชั่นและมาตรการกระตุ้นการขาย

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

  • ยอดขายโครงการ: แม้ว่าเอกสารจะแสดงยอดขายรวมโครงการแนวสูงและแนวราบที่ 25,833.07 ล้านบาท แต่ยอดขายที่รับรู้รายได้ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 189.23 ล้านบาท ลดลง 28.19% จาก 263.50 ล้านบาทในปีก่อน สะท้อนถึงการชะลอตัวของการโอนกรรมสิทธิ์
  • Backlog: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Backlog ที่ชัดเจน แต่การลดลงของยอดโอนกรรมสิทธิ์บ่งชี้ว่า Backlog อาจไม่เพียงพอที่จะรองรับรายได้ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง
  • การเปิดโครงการใหม่: บริษัทมีนโยบายชะลอการพัฒนาโครงการใหม่ๆ และมุ่งเน้นพัฒนาโครงการที่มีอยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตของรายได้ในระยะยาว
  • ต้นทุนก่อสร้าง: ไม่ได้ระบุข้อมูลต้นทุนก่อสร้างโดยตรง แต่ต้นทุนขายและการให้บริการในส่วนอสังหาริมทรัพย์ลดลงตามรายได้ ซึ่งสอดคล้องกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลง
  • D/E Ratio: อยู่ที่ 2.39 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  • กระแสเงินสดจากโครงการ: ไม่ได้ระบุข้อมูลกระแสเงินสดจากโครงการโดยตรง แต่การลดลงของรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดรับ

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 5,277.62 ล้านบาท ลดลง 4.39% จากสิ้นปี 2568 โดยมีต้นทุนพัฒนาโครงการลดลง 5.01% และเงินสดเพิ่มขึ้น 52.45%

หนี้สินรวมอยู่ที่ 3,718.74 ล้านบาท ลดลง 0.91% จากสิ้นปี 2568 โดยหนี้สินไม่หมุนเวียนลดลง 16.71% ขณะที่หนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 6.46%

ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 11.78% เป็น 1,558.88 ล้านบาท จากผลขาดทุนสุทธิ

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 2.39 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 2.12 เท่า ณ สิ้นปี 2568 บ่งชี้ถึงการพึ่งพาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับส่วนทุน

อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ยติดลบ (-2.08 เท่า) และอัตราส่วนความสามารถในการชำระภาระผูกพันติดลบ (-1.20 เท่า) สะท้อนถึงผลขาดทุนจากการดำเนินงาน ทำให้ไม่สามารถครอบคลุมภาระดอกเบี้ยและภาระผูกพันได้

สรุปท้าย

หัวใจหลักของผลประกอบการ EVER ในไตรมาส 2/2569 คือการหดตัวของรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผลมาจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลงตามภาวะตลาดที่ชะลอตัว แม้ว่าธุรกิจโรงพยาบาลจะยังเติบโตได้ดี แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ทั้งหมด ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงิน ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง นักลงทุนควรจับตาดูความสามารถในการระบายสต็อกโครงการเดิม และแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงผลการพิจารณาคดีความที่อาจมีผลกระทบต่อบริษัทในอนาคต

ยังไม่มีความคิดเห็น