UBIS พลิกมีกำไร Q2/2569 โตแรง YoY รับอานิสงส์รายได้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะฟื้นตัว
รายได้-กำไร Q2/2569 ฟื้นตัวเด่น YoY หลังธุรกิจหลักกลับมาเติบโต ขณะที่ต้นทุนการบริหารยังเป็นปัจจัยกดดัน
บริษัท ยูบิส (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ UBIS รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 10.40 ล้านบาท เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 187.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 11.83 ล้านบาท โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการฟื้นตัวของรายได้ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Compound และ Lacquer ที่เติบโตได้ดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรสุทธิปรับลดลง 56.85% เนื่องจากไตรมาสแรกมีรายการพิเศษที่ส่งผลบวกต่อกำไร
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ UBIS ในไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกกลับมามีกำไรและเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับปีก่อน คือ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของรายได้ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะ (Metal Packaging Business) ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Compound และ Lacquer ที่สามารถสร้างรายได้รวม 251.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.16% YoY และ 17.10% QoQ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 50.94% YoY เป็น 82.37 ล้านบาท และพลิกจากขาดทุนเป็นกำไรสุทธิ 10.40 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของรายได้ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะมาจากหลายปัจจัยสนับสนุน ประการแรกคือ การรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทย่อย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Lacquer ที่เติบโต 36.28% YoY และผลิตภัณฑ์ Compound ที่สะท้อนการฟื้นตัวของยอดขายอย่างชัดเจนในไตรมาสนี้ เติบโต 26.92% YoY นอกจากนี้ การเติบโตของรายได้ยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนที่รายได้เติบโต 23.25% YoY และตลาดต่างประเทศอื่นๆ ที่เติบโต 28.51% YoY ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการขยายฐานลูกค้าและการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการเติบโตของรายได้ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการรับรู้รายได้จากบริษัทย่อยที่เข้าลงทุนเพิ่มเติม และการขยายฐานลูกค้าในตลาดต่างประเทศที่บริษัทมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน นอกจากนี้ บริษัทมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์และตลาด รวมถึงการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายตลาดใหม่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรในอนาคต
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/2569 เติบโต 38.07% YoY แตะ 269.97 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะ
- พลิกมีกำไรสุทธิ Q2/2569 จำนวน 10.40 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 11.83 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
- กำไรขั้นต้น Q2/2569 เพิ่มขึ้น 50.94% YoY เป็น 82.37 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 30.51%
- รายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะเติบโต 30.16% YoY โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Compound และ Lacquer
- ตลาดต่างประเทศเติบโตโดดเด่น โดยจีนโต 23.25% YoY และตลาดอื่นโต 28.51% YoY
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 74.46% YoY เป็น 59.23 ล้านบาท จากการรับรู้ค่าใช้จ่ายของบริษัทย่อยที่เข้าลงทุน
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 UBIS รายงานรายได้รวม 269.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.78% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 38.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้ 195.53 ล้านบาท การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะเป็นหลัก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Compound และ Lacquer ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนที่เติบโตได้ดี
ในส่วนของกำไรขั้นต้น ไตรมาสนี้บริษัททำได้ 82.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.35% QoQ และเพิ่มขึ้นถึง 50.94% YoY ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 30.51% ซึ่งแม้จะลดลงเล็กน้อยจาก 32.05% ในไตรมาสก่อน แต่ยังคงสูงกว่า 27.91% ในปีก่อนหน้า การบริหารต้นทุนและสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรเหมาะสมเป็นปัจจัยสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารรวมปรับตัวสูงขึ้น 32.40% QoQ และ 53.61% YoY โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 74.46% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายของบริษัทย่อยที่เข้าลงทุนเพิ่มเติม ประกอบกับการขยายตัวของธุรกิจ
เมื่อหักค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีแล้ว บริษัทสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 10.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น 187.91% YoY จากที่ขาดทุน 11.83 ล้านบาทในปีก่อน แต่ลดลง 56.85% QoQ เนื่องจากไตรมาสก่อนมีรายการพิเศษที่ส่งผลบวกต่อกำไร
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 509.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.39% YoY และมีกำไรสุทธิ 34.50 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 8.11 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานที่ชัดเจน
โอกาส
- การเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะ: ผลิตภัณฑ์ Compound และ Lacquer ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ เช่น จีน ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
- การรับรู้รายได้จากบริษัทย่อย: การเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เริ่มส่งผลบวกต่อรายได้รวมของบริษัท
- การขยายตลาดต่างประเทศ: กลยุทธ์ทางการตลาดที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละตลาด รวมถึงการสนับสนุนด้านเทคนิค ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และโอกาสในการเติบโตของยอดขายในตลาดจีนและตลาดอื่นๆ
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่: บริษัทมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน
- การบริหารจัดการคาร์บอน: การพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จะเป็นโอกาสในการรักษาฐานลูกค้าและขยายตลาดในระยะยาว
ความเสี่ยง
- ต้นทุนการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น: ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในอนาคต หากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน: บริษัทต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร
- การแข่งขันในอุตสาหกรรม: อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์มีการแข่งขันสูง บริษัทต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์และมาตรฐาน: มาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้น อาจเพิ่มภาระต้นทุนในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการเติบโตของรายได้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะ: โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Compound และ Lacquer ในตลาดต่างประเทศ
- การบริหารจัดการต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร: เพื่อควบคุมผลกระทบต่ออัตรากำไร
- การรับรู้รายได้และผลกำไรจากบริษัทย่อยที่เข้าลงทุน: ว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้ตามที่คาดการณ์หรือไม่
- ความคืบหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่: โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ
- การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน: ที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
Utilization และ Order Book: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับ Utilization Rate หรือ Order Book โดยตรง แต่การเติบโตของรายได้ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Compound และ Lacquer ที่เพิ่มขึ้นทั้ง QoQ และ YoY บ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและมีคำสั่งซื้อรองรับ
ราคาวัตถุดิบ: ไม่ได้มีการกล่าวถึงราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่การที่อัตรากำไรขั้นต้นยังคงอยู่ในระดับสูง (30.51%) และสูงกว่าปีก่อนหน้า (27.91%) แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้ดี หรือมีการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้
GPM: อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 30.51% ใน Q2/2569 ซึ่งแม้จะลดลงเล็กน้อยจาก 32.05% ใน Q1/2569 แต่ก็สูงกว่า 27.91% ใน Q2/2568 การที่ GPM สูงกว่าปีก่อนสะท้อนถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการมีสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูง
การส่งออก: การส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโต โดยรายได้จากตลาดต่างประเทศ (ไม่รวมจีน) เพิ่มขึ้น 28.51% YoY และรายได้จากจีนเพิ่มขึ้น 23.25% YoY แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดต่างประเทศ
ค่าเงิน: ไม่ได้มีการกล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรงในส่วนของรายได้ แต่มีรายการ "กำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ" ซึ่งในไตรมาสนี้มีกำไร 9.06 ล้านบาท ลดลงจาก 35.16 ล้านบาทในไตรมาสก่อน แต่ยังคงมีกำไรเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขาดทุน 4.70 ล้านบาท
สินค้าคงคลัง: สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 23.96% จากสิ้นปี 2568 เป็น 225.17 ล้านบาท เพื่อรองรับคำสั่งซื้อและแผนการขายในช่วงถัดไป
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 สินทรัพย์รวมของบริษัทอยู่ที่ 1,188.35 ล้านบาท ลดลง 4.03% จากสิ้นปี 2568 โดยมีเงินสดลดลง 47.54% จากการปรับโครงสร้างเงินทุนเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน ขณะที่ลูกหนี้การค้าและสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการเติบโตของยอดขาย
หนี้สินรวมลดลง 14.32% เป็น 491.27 ล้านบาท โดยหลักมาจากการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน เจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางธุรกิจ
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 4.84% เป็น 697.08 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานที่มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก 6.50 ล้านบาท ดีขึ้นจากปีก่อนที่ติดลบ 33.20 ล้านบาท แต่ยังคงมีการใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของลูกหนี้และสินค้าคงคลัง กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 12.45 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงอาคารและซื้ออุปกรณ์ ส่วนกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 149.38 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น
สรุปท้าย
UBIS ในไตรมาส 2 ปี 2569 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการพลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการเติบโตของรายได้ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์โลหะ ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการที่ดีและการขยายตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายจากค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องติดตามการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และการขยายตลาดตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้