WIIK กำไร Q2/2569 พุ่ง 64.75% รับแรงหนุนธุรกิจท่อ PE โต
รายได้-กำไรโตเด่นจากธุรกิจท่อ PE ปริมาณขาย-ราคาเฉลี่ยเพิ่ม ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบต่ำลงหนุนมาร์จิ้น
ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท วิค จำกัด (มหาชน) หรือ WIIK รายงานผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวม 468.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 40.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 64.75% การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายท่อพลาสติก โดยเฉพาะท่อ PE ที่มีปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากการทยอยส่งมอบงานในมือ (Backlog) และการสั่งซื้อใหม่ ประกอบกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ WIIK ในไตรมาส 2/2569 คือ การเติบโตอย่างโดดเด่นของธุรกิจขายและติดตั้งท่อ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ท่อ PE ซึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 41.62% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิ 64.75% เป็น 40.15 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของธุรกิจท่อ PE มาจากหลายปัจจัยที่ฝ่ายจัดการระบุไว้ ได้แก่:
- ปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้น: มาจากการทยอยส่งมอบงานตามปริมาณงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ และการรับคำสั่งซื้อใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ท่อในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
- ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น: สอดคล้องกับสภาวะตลาดและความต้องการที่เพิ่มขึ้น
- ต้นทุนวัตถุดิบต่อหน่วยลดลง: เกิดจากการทยอยจำหน่ายสินค้าคงคลังที่ผลิตในช่วงที่ต้นทุนเม็ดพลาสติกอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนขายลดลงจาก 86.02% เป็น 75.75% ของรายได้ในส่วนธุรกิจขายและติดตั้งท่อ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจนี้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ รายได้จากท่อ PVC และ PPR ก็มีการเติบโตจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณขาย ประกอบกับต้นทุนการนำเข้าลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นเช่นกัน
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยด้านต้นทุนวัตถุดิบ ฝ่ายจัดการระบุว่า การปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการจำหน่ายสินค้าคงคลังที่ผลิตในช่วงต้นทุนวัตถุดิบต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว และ Backlog บางส่วนที่รับมาช่วงต้นทุนต่ำจะถูกผลิตและจัดส่งในไตรมาส 3 และ 4 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุน การจัดซื้อ การบริหารสินค้าคงคลัง และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว นอกจากนี้ โอกาสจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการผลิตภัณฑ์ท่อ HDPE ในระยะต่อไป
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2569 เติบโต 64.75% YoY แตะ 40.15 ล้านบาท จาก 24.37 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวม Q2/2569 เพิ่มขึ้น 18.39% YoY แตะ 468.93 ล้านบาท จาก 396.10 ล้านบาท
- ธุรกิจขายและติดตั้งท่อเติบโตโดดเด่น 41.62% YoY โดยเฉพาะท่อ PE จากปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น
- อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับดีขึ้น จาก 19.96% เป็น 26.16% ใน Q2/2569
- ธุรกิจบริหารจัดการน้ำรายได้ลดลง 40.32% YoY เนื่องจากงานก่อสร้างระบบน้ำแบบ Turnkey ใกล้แล้วเสร็จ แต่รายได้จากการจำหน่ายน้ำยังเติบโตต่อเนื่อง
- Backlog ณ สิ้น Q2/2569 อยู่ที่ 1,169.60 ล้านบาท คาดทยอยรับรู้รายได้ภายใน 6-18 เดือน
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 WIIK มีรายได้รวม 468.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.39% YoY โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจขายและติดตั้งท่อ ซึ่งสามารถชดเชยการลดลงของรายได้จากธุรกิจงานก่อสร้างระบบน้ำแบบ Turnkey ได้ กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 64.75% YoY เป็น 40.15 ล้านบาท สะท้อนถึงการเติบโตของธุรกิจหลักและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน จาก 19.96% ในปีก่อน เป็น 26.16% ในไตรมาสนี้
โอกาส
- การลงทุนภาครัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน: ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการผลิตภัณฑ์ท่อ HDPE และระบบบริหารจัดการน้ำ
- การลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center): เป็นโอกาสในการเพิ่มความต้องการระบบท่อและระบบบริหารจัดการน้ำสำหรับงานหล่อเย็น ผลิตน้ำ และบำบัดน้ำ
- ธุรกิจบริหารจัดการน้ำสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income): ช่วยเสริมความมั่นคงของรายได้และกระแสเงินสด
- การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ: เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน
- โครงการออกแบบ ก่อสร้าง และเดินระบบผลิตน้ำประปาในพื้นที่ EEC: โดยเฉพาะโครงการ Smart Water Solutions สำหรับ Data Center ซึ่งจะช่วยต่อยอดธุรกิจและสร้างรายได้ระยะยาว
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: ราคาเม็ดพลาสติก HDPE และ PVC ผันผวนตามราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี อาจส่งผลต่อต้นทุนและอัตรากำไร โดยเฉพาะโครงการที่ยังไม่ได้จัดซื้อวัตถุดิบครบถ้วน
- ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุน: ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย และการตัดสินใจลงทุนของลูกค้า อาจส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว
- ความต่อเนื่องของโครงการ: ธุรกิจงานติดตั้งและงาน Turnkey มีการรับรู้รายได้ตามความคืบหน้าของโครงการ ซึ่งอาจมีความผันผวนตามกำหนดส่งมอบ
- การแข่งขันในอุตสาหกรรมท่อพลาสติก: ยังคงมีการแข่งขันในระดับสูง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มราคาเม็ดพลาสติก: ติดตามความผันผวนของราคาวัตถุดิบและผลกระทบต่อต้นทุนและอัตรากำไร
- การรับรู้รายได้จาก Backlog: ตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการและอัตราการรับรู้รายได้ในไตรมาสถัดไป
- การเจรจาโครงการใหม่: โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและ Data Center
- การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย: ประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
- การเติบโตของธุรกิจบริหารจัดการน้ำ: โดยเฉพาะรายได้จากโครงการใหม่ที่คาดว่าจะทยอยรับรู้
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายท่อพลาสติก รวมถึงงานบริการติดตั้งระบบท่อ และธุรกิจบริหารจัดการน้ำ WIIK ได้รับผลดีจากการลงทุนด้านระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ ธุรกิจขายและติดตั้งท่อ PE ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและราคาขายเฉลี่ยที่ดีขึ้น ประกอบกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบในช่วงที่ราคาต่ำ ทำให้ อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจท่อปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบริหารจัดการน้ำในส่วนของงานก่อสร้างระบบน้ำแบบ Turnkey มีรายได้ลดลง เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ในปีก่อนใกล้แล้วเสร็จ และยังไม่มีโครงการใหม่ที่เริ่มรับรู้รายได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นลักษณะปกติของธุรกิจโครงการ แต่บริษัทฯ ยังคงมีรายได้จากการจำหน่ายน้ำที่เติบโตต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างการเสนอราคาโครงการใหม่
Backlog รวมอยู่ที่ 1,169.60 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากสิ้นปี 2568 แต่ยังคงอยู่ในระดับที่รองรับการรับรู้รายได้ในระยะถัดไปได้ โดยคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ภายใน 6-18 เดือน
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 WIIK มีสินทรัพย์รวม 2,850.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปี 2568 โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ เงินสดลดลงจากการนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน การลงทุน และการจ่ายปันผล แต่บริษัทยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอ ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับยอดขายที่เติบโต สินค้าคงเหลือลดลงจากการบริหารจัดการที่ดีขึ้น ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
หนี้สินรวมอยู่ที่ 641.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีเงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้นเพื่อบริหารเงินทุนหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้นตามการจัดซื้อวัตถุดิบ เงินกู้ยืมระยะยาวลดลงจากการชำระคืนตามกำหนด
อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำที่ 0.29 เท่า สะท้อนโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่ง อัตราความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 25.32 เท่า และอัตราความสามารถในการชำระภาระผูกพัน (Debt Service Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 1.21 เท่า บ่งชี้ถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี
สภาพคล่องอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) 2.89 เท่า และอัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (Quick Ratio) 1.66 เท่า วงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle) ลดลงเหลือ 208.48 วัน สะท้อนการบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุปท้าย
WIIK ในไตรมาส 2/2569 โชว์ผลประกอบการที่น่าประทับใจ โดยมี "หัวใจกำไร" มาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจขายและติดตั้งท่อ โดยเฉพาะท่อ PE ที่ได้อานิสงส์จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น และการบริหารต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าธุรกิจบริหารจัดการน้ำในส่วนงานก่อสร้างจะลดลง แต่รายได้จากการจำหน่ายน้ำยังคงเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทฯ มี Backlog ที่เพียงพอรองรับรายได้ในอนาคต โอกาสจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและ Data Center รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป แม้จะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและภาวะเศรษฐกิจที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด