KAMART กำไรสุทธิ Q2/2569 ลดลง 18.67% รับต้นทุน-ค่าใช้จ่ายพุ่ง
รายได้ขายโต 4% แต่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายพุ่งสูงกว่า ส่งผลกำไรสุทธิหดตัว ขณะที่กำไรพิเศษช่วยหนุนบางส่วน
บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ KAMART รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 119.41 ล้านบาท ลดลง 27.41 ล้านบาท หรือ 18.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายจะเติบโต 4% แต่ต้นทุนขายและบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นปัจจัยกดดันผลกำไรสุทธิโดยตรง ขณะที่กำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนและกำไรจากการขายเงินลงทุน รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้า เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดทอนผลกระทบจากรายการดำเนินงานปกติ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ KAMART ในไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน มาจาก การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและบริการ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงกว่าการเติบโตของรายได้จากการขาย
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
แม้รายได้จากการขายจะเติบโต 4.00% มาอยู่ที่ 838.16 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการขายสินค้าประเภทเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคที่เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนขายและบริการกลับเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่สูงกว่าถึง 8.07% เป็น 393.57 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนช่องทางการขาย โดยเฉพาะการเติบโตของช่องทางออนไลน์ที่ส่งผลให้ต้นทุนผันแปรทางตรงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารโดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 24.60% เป็น 331.56 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้นถึง 30.42% จากการเพิ่มขึ้นของค่าโฆษณาสินค้าและส่งเสริมการขายถึง 44.30 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานที่เพิ่มขึ้น 9.05 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้น 11.38% จากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและค่าธรรมเนียมวิชาชีพที่สูงขึ้น
ปัจจัยลบเหล่านี้ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นและกำไรจากการดำเนินงานลดลง แม้จะมีรายการพิเศษเข้ามาช่วย เช่น กำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารทุน 4.91 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9.53 ล้านบาทจากปีก่อน) และกำไรจากการขายเงินลงทุน 2.57 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.39 ล้านบาทจากปีก่อน) รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในร่วมค้าและบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น 16.17 ล้านบาท แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเต็มที่
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร มีโอกาสเป็นลักษณะครั้งคราว แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเพิ่มขึ้นของค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน เป็นการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งหากสามารถสร้างยอดขายและกำไรกลับมาได้ในระยะยาวก็จะถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม การเติบโตของช่องทางออนไลน์ที่ส่งผลต่อต้นทุนผันแปรเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาดูว่าจะมีแนวโน้มต่อเนื่องหรือไม่ และบริษัทจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิลดลง 18.67%: บริษัทมีกำไรสุทธิ 119.41 ล้านบาท ลดลง 27.41 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568
- รายได้จากการขายเติบโต 4.00%: รายได้จากการขายอยู่ที่ 838.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.20 ล้านบาท จากการขายสินค้าเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคที่เพิ่มขึ้น
- ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 8.07%: ต้นทุนขายและบริการอยู่ที่ 393.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการขายที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนช่องทางการขายออนไลน์
- ค่าใช้จ่ายขายและบริหารพุ่ง 24.60%: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมอยู่ที่ 331.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.47 ล้านบาท จากค่าโฆษณา, ค่าส่งเสริมการขาย และค่าใช้จ่ายพนักงานที่สูงขึ้น
- กำไรพิเศษช่วยหนุน: มีกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน 4.91 ล้านบาท และกำไรจากการขายเงินลงทุน 2.57 ล้านบาท รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในร่วมค้าและบริษัทร่วม 14.74 ล้านบาท
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขาย 838.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.00% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการขายสินค้าประเภทเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและบริการปรับเพิ่มขึ้น 8.07% เป็น 393.57 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 24.60% เป็น 331.56 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลง 18.67% มาอยู่ที่ 119.41 ล้านบาท
โอกาส
- การเติบโตของช่องทางออนไลน์: การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนช่องทางการขายไปสู่ช่องทางออนไลน์ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหากบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในระยะยาว
- การลงทุนในตราสารทุนและเงินลงทุน: การมีกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารทุนและกำไรจากการขายเงินลงทุน แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้
- ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน: การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าและบริษัทร่วม บ่งชี้ถึงการดำเนินงานที่ดีของบริษัทร่วมทุน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการโดยรวม
ความเสี่ยง
- ต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและบริการที่สูงกว่าการเติบโตของรายได้ เป็นความเสี่ยงต่ออัตรากำไรขั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการขายออนไลน์
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้น: การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของค่าโฆษณา, ค่าส่งเสริมการขาย และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรสุทธิ หากไม่สามารถสร้างรายได้หรือยอดขายที่คุ้มค่ากับการลงทุนได้
- ความผันผวนของมูลค่าเงินลงทุน: กำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารทุนเป็นรายการที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (unrealized gain) ซึ่งอาจมีความผันผวนตามสภาวะตลาดหุ้น
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการเติบโตของรายได้จากการขาย: จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโต หรือเร่งการเติบโตได้หรือไม่
- การบริหารจัดการต้นทุนขายและบริการ: โดยเฉพาะต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับช่องทางออนไลน์ จะสามารถควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับรายได้หรือไม่
- ประสิทธิภาพของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: การลงทุนในค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้หรือไม่
- แนวโน้มส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน: จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง หรือมีปัจจัยอื่นเข้ามาส่งผลกระทบหรือไม่
- การบริหารจัดการเงินสด: การนำเงินสดไปลงทุนบางส่วนส่งผลต่อรายได้ทางการเงินที่ลดลง จะมีแผนการบริหารจัดการเงินสดอย่างไรต่อไป
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- รายได้จากการขาย: เติบโต 4.00% เป็น 838.16 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากการขายสินค้าเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภค การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนช่องทางการขายไปสู่ช่องทางออนไลน์ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
- ต้นทุนขายและบริการ: เพิ่มขึ้น 8.07% เป็น 393.57 ล้านบาท สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของยอดขายและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการขายออนไลน์
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: เพิ่มขึ้น 24.60% เป็น 331.56 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 30.42% จากค่าโฆษณาและส่งเสริมการขายที่สูงขึ้น 44.30 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานเพิ่มขึ้น 9.05 ล้านบาท
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่มีการกล่าวถึง "บริษัทฯ มีเงินสดจากการเพิ่มทุนจึงมีดอกเบี้ยรับ" ซึ่งบ่งชี้ว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่ดีจากการเพิ่มทุน อย่างไรก็ตาม การนำเงินสดไปลงทุนบางส่วนส่งผลให้รายได้ทางการเงินลดลง
สรุปท้าย
KAMART ในไตรมาส 2 ปี 2569 เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนขายและบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าการเติบโตของรายได้จากการขาย ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับลดลง 18.67% แม้จะมีปัจจัยบวกจากกำไรพิเศษและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบ การเติบโตของช่องทางออนไลน์เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ต้องจับตาดูประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต