KDH สรุปผลประกอบการ Q2/2569
KDH กำไรสุทธิ Q2/2569 หดตัวเล็กน้อย 3.3% รับรายได้ผู้ป่วยในลดลง
ฝ่ายจัดการ KDH ชี้รายได้ผู้ป่วยนอกยังเติบโต แต่รายได้ผู้ป่วยในที่ลดลงกระทบภาพรวม ขณะที่ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น
บริษัท ธนบุรี เมดิเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ KDH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 38.1 ล้านบาท ลดลง 1.3 ล้านบาท หรือ 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 39.3 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในที่ลดลง แม้ว่ารายได้ผู้ป่วยนอกจะยังคงเติบโตได้ดีก็ตาม
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ KDH ในไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวลดลง มาจาก การลดลงของรายได้จากค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน ซึ่งหดตัวลง 8.7 ล้านบาท คิดเป็น 5.5% แม้ว่ารายได้จากค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกจะเพิ่มขึ้น 9.8 ล้านบาท หรือ 7.8% ก็ตาม ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่ารักษาพยาบาล
สาเหตุที่รายได้ผู้ป่วยในลดลงนั้น ฝ่ายจัดการระบุว่าเกิดจากการลดลงของเคสผ่าตัด โดยเฉพาะเคสผ่าเข่า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของรายได้ผู้ป่วยใน ในขณะเดียวกัน รายได้ผู้ป่วยนอกที่เพิ่มขึ้นมาจากแผนกกระดูกและข้อ รวมถึงแผนกอายุรกรรม แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของการใช้บริการผู้ป่วยนอกที่ยังคงแข็งแกร่ง
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในอนาคต เอกสารไม่ได้ระบุถึงแนวโน้มที่ชัดเจนว่ารายได้ผู้ป่วยในจะฟื้นตัวได้เมื่อใด หรือปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดลงของเคสผ่าตัดจะเป็นลักษณะชั่วคราวหรือต่อเนื่อง จึงยัง ไม่ชัดเจน ต้องติดตาม สถานการณ์ต่อไป
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิลดลง 3.3%: ไตรมาส 2 ปี 2569 กำไรสุทธิอยู่ที่ 38.1 ล้านบาท ลดลงจาก 39.3 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.5 ล้านบาท: รายได้รวมอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหักล้างกันระหว่างรายได้ผู้ป่วยนอกที่เพิ่มขึ้นและผู้ป่วยในที่ลดลง
- รายได้ผู้ป่วยนอกเติบโต 7.8%: มาจากแผนกกระดูกและข้อ และแผนกอายุรกรรม
- รายได้ผู้ป่วยในลดลง 5.5%: สาเหตุหลักมาจากการลดลงของเคสผ่าตัด โดยเฉพาะเคสผ่าเข่า
- ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น 7.9%: เป็นผลจากต้นทุนค่ายา ค่าแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนรายได้ผู้ป่วย
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 18.2%: โดยมีผลจากการลดค่าใช้จ่ายทางการตลาด 6.4 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบริหารจัดการ 5.3 ล้านบาท
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท ธนบุรี เมดิเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิ 38.1 ล้านบาท ลดลง 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านบาท เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก 9.8 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากแผนกกระดูกและข้อ และแผนกอายุรกรรม อย่างไรก็ตาม รายได้จากค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในกลับลดลง 8.7 ล้านบาท โดยเฉพาะเคสผ่าตัดและเคสผ่าเข่า ในขณะที่ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลรวมเพิ่มขึ้น 13.2 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนค่ายา ค่าแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่สูงขึ้นตามสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการบริหารยังลดลง 11.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการลดค่าใช้จ่ายทางการตลาดและการบริหารจัดการ
โอกาส
- การเติบโตของรายได้ผู้ป่วยนอก: แผนกกระดูกและข้อ และแผนกอายุรกรรม ยังคงแสดงศักยภาพในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น
- การลดค่าใช้จ่ายทางการตลาดและการบริหาร: การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ความเสี่ยง
- การลดลงของรายได้ผู้ป่วยใน: การลดลงของเคสผ่าตัด โดยเฉพาะเคสผ่าเข่า เป็นปัจจัยกดดันรายได้หลัก
- ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น: ต้นทุนค่ายา ค่าแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่สูงขึ้นส่งผลต่ออัตรากำไร
- ความไม่แน่นอนของสถานการณ์: เอกสารไม่ได้ระบุสาเหตุที่ชัดเจนของการลดลงของเคสผ่าตัด ทำให้ยากต่อการประเมินแนวโน้มในอนาคต
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้จากผู้ป่วยใน โดยเฉพาะเคสผ่าตัด
- การบริหารจัดการต้นทุนค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
- ผลกระทบจากการลดค่าใช้จ่ายทางการตลาดต่อการเข้าใช้บริการของผู้ป่วยในระยะยาว
- การเติบโตของรายได้จากแผนกกระดูกและข้อ และแผนกอายุรกรรม
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- รายได้: รายได้รวมเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านบาท โดยรายได้ผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้น 9.8 ล้านบาท (แผนกกระดูกและข้อ +2.6 ล้านบาท, แผนกอายุรกรรม +3.5 ล้านบาท) แต่รายได้ผู้ป่วยในลดลง 8.7 ล้านบาท (ลดลง 5.5%) จากเคสผ่าตัดและเคสผ่าเข่า
- ต้นทุน: ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น 13.2 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7.9%) จากต้นทุนค่ายา ค่าแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์
- ค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 11.8 ล้านบาท (ลดลง 18.2%) จากค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่ลดลง 6.4 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบริหารจัดการที่ลดลง 5.3 ล้านบาท
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
(เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลส่วนนี้)
สรุปท้าย
KDH ในไตรมาส 2 ปี 2569 เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้ผู้ป่วยในที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากการผ่าตัดที่น้อยลง แม้ว่ารายได้ผู้ป่วยนอกจะยังเติบโตได้ดีก็ตาม ประกอบกับต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ทำให้กำไรสุทธิหดตัวลงเล็กน้อย แม้ว่าฝ่ายจัดการจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารได้ดี แต่ความไม่ชัดเจนของแนวโน้มรายได้ผู้ป่วยในในอนาคตยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด