เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TSC กำไร Q3/2569 ลดลง 21.9% รับยอดขายหด เหตุลูกค้าในประเทศชะลอตัว
ข่าวสาร

TSC กำไร Q3/2569 ลดลง 21.9% รับยอดขายหด เหตุลูกค้าในประเทศชะลอตัว

TSC P/E 11.79 YIELD 7.89
5 วัน 17:33 น. 0 ความเห็น

ยอดขายในประเทศวูบ 11% กดดัน GPM หดตัว ฝ่ายจัดการเร่งคุมต้นทุนรับมืออุตสาหกรรมยานยนต์ชะลอตัว

บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) หรือ TSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 72.43 ล้านบาท ลดลง 21.66 ล้านบาท หรือ 21.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากยอดขายที่ลดลง 11.07% ขณะที่ฝ่ายจัดการยังคงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ TSC ในไตรมาส 3/2569 ปรับตัวลดลง 21.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน คือ ยอดขายที่ลดลง 11.07% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่หดตัวลงจาก 23.68% เป็น 21.42%

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

สาเหตุหลักของยอดขายที่ลดลงมาจาก คำสั่งซื้อที่ลดลงจากลูกค้าในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ เมื่อยอดขายลดลง แต่สัดส่วนต้นทุนขายต่อยอดขายกลับเพิ่มขึ้นจาก 76.32% เป็น 78.58% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงตามไปด้วย แม้ว่าฝ่ายจัดการจะพยายามบริหารต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพื่อลดผลกระทบ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยยอดขายที่หายไปได้ทั้งหมด

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ยังไม่ชัด ต้องติดตาม จากถ้อยแถลงของฝ่ายจัดการที่ระบุว่า "ผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้" และ "ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ" บ่งชี้ว่าบริษัทฯ กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายและพยายามปรับตัว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันจากอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในและต่างประเทศ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ผันผวน ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อยอดขายและอัตรากำไรในระยะต่อไป

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิลดลง 21.9% YoY: อยู่ที่ 72.43 ล้านบาท จาก 94.10 ล้านบาทในปีก่อน
  • ยอดขายลดลง 11.07% YoY: อยู่ที่ 596.71 ล้านบาท จาก 671.02 ล้านบาท
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว: ลดลง 2.26% จาก 23.68% เป็น 21.42%
  • อุตสาหกรรมยานยนต์เผชิญความท้าทาย: กำลังซื้อชะลอตัว ความเข้มงวดสินเชื่อ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
  • บริษัทฯ บริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย: เพื่อลดผลกระทบจากยอดขายที่ลดลง

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 3/2569 บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 596.71 ล้านบาท ลดลง 11.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีรายได้จากการขาย 671.02 ล้านบาท การลดลงของรายได้นี้ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลงจาก 94.10 ล้านบาทในไตรมาส 3/2568 มาอยู่ที่ 72.43 ล้านบาทในไตรมาส 3/2569 คิดเป็นการลดลง 21.9% อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวลดลงจาก 23.68% เป็น 21.42% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายยังคงใกล้เคียงเดิมที่ประมาณ 10.89%

โอกาส

  • การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV): แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์จะชะลอตัว แต่ยอดส่งมอบและอัตราการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้ายังคงดีตามนโยบายภาครัฐ ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการปรับตัวของบริษัทฯ
  • การบริหารจัดการต้นทุน: ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงและรักษาความสามารถในการทำกำไร

ความเสี่ยง

  • กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว: โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นตลาดหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์
  • ความเข้มงวดของสถาบันการเงิน: ในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ ส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์
  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลต่อเส้นทางการขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน
  • ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบผันผวน: ยังคงเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มคำสั่งซื้อจากลูกค้าในประเทศ: จะฟื้นตัวหรือทรงตัวในระดับต่ำ
  • การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ: โดยเฉพาะเหล็ก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก
  • ผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: ต่อการขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์
  • นโยบายภาครัฐ: ที่สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า
  • การปรับตัวของบริษัทฯ: ต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

  • Utilization Rate: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่จากยอดขายที่ลดลง 11.07% บ่งชี้ว่าอาจมีผลกระทบต่ออัตราการใช้กำลังการผลิต
  • Order Book: ไม่มีการระบุข้อมูล Order Book ในเอกสาร แต่การลดลงของคำสั่งซื้อจากลูกค้าในประเทศเป็นสาเหตุหลักของยอดขายที่ลดลง
  • ราคาวัตถุดิบ: เอกสารกล่าวถึง "แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ยังคงผันผวน" แต่ไม่ได้ระบุราคาวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็ก หรือผลกระทบต่อ GPM โดยตรง
  • GPM: ลดลง 2.26% เป็น 21.42% เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนขายต่อยอดขายเพิ่มขึ้น
  • การส่งออก: ไม่มีการระบุสัดส่วนการส่งออก หรือผลกระทบจากการส่งออกในเอกสาร
  • ค่าเงิน: มีการบันทึก "กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน" เป็นจำนวนเล็กน้อย (-1.15 ล้านบาท) ซึ่งไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
  • สินค้าคงคลัง: ไม่มีการระบุข้อมูลสินค้าคงคลังในเอกสาร

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 2,140.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2,137.96 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 หนี้สินรวมอยู่ที่ 623.89 ล้านบาท ลดลงจาก 644.77 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนของเจ้าของรวมเพิ่มขึ้นเป็น 1,516.26 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ปรับลดลงจาก 0.43 เท่า เป็น 0.41 เท่า อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.18 เท่า เป็น 2.39 เท่า เนื่องจากหนี้สินหมุนเวียนลดลง

สรุปท้าย

TSC เผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงในไตรมาส 3/2569 อันเป็นผลมาจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นหดตัว แม้บริษัทฯ จะพยายามบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ความท้าทายในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การฟื้นตัวของยอดขายและการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น