VPO กำไร Q2/66 ดิ่ง 65.9% รับราคาขายเฉลี่ยสินค้าเกษตรดิ่งหนัก
รายได้และกำไรสุทธิ VPO Q2/66 หดตัวแรง เหตุราคาขายสินค้าเกษตรดิ่งกว่า 40% กดดัน GPM
บริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ VPO รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 26.75 ล้านบาท ลดลง 65.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 78.43 ล้านบาท โดยรายได้รวมลดลง 38.62% เป็นผลมาจากราคาขายเฉลี่ยของน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์มที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรของ VPO ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก ราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์หลักที่ลดลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์มที่ราคาลดลงถึง 45.14% และ 49.74% ตามลำดับ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้รวมที่หดตัว 38.62% และกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้ลดลงจาก 10.85% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 8.86% ในไตรมาสนี้
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การลดลงของราคาขายเฉลี่ยมีสาเหตุหลักมาจาก แรงกดดันจากราคาน้ำมันทดแทนชนิดอื่น โดยเฉพาะน้ำมันถั่วเหลืองจากปริมาณผลผลิตที่มากในประเทศบราซิล ทำให้ราคาน้ำมันถั่วเหลืองปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพืชประเภท Soft oil ซึ่งรวมถึงน้ำมันปาล์มดิบต้องปรับราคาลดลงตาม นอกจากนี้ ปริมาณการขายเมล็ดในปาล์มที่ลดลงถึง 49.92% ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ แม้ว่าปริมาณการขายน้ ามันปาล์มดิบจะเพิ่มขึ้น 19.61% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากราคาขายที่ลดลงได้
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าในช่วงปลายไตรมาส 2 ราคาปาล์มดิบในตลาดโลกจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลต่อสภาพอากาศแห้งแล้งที่อาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิตถั่วเหลือง แต่ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศกลับปรับตัวสูงขึ้นและสูงกว่าตลาดโลก ทำให้แนวโน้มการส่งออกช่วงปลายปีมีแนวโน้มชะลอตัว นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะส่งผลรุนแรงถึงปีหน้า อาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศให้ลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่ออุปทานและราคาในประเทศให้ผันผวนได้
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 65.90% อยู่ที่ 26.75 ล้านบาท จาก 78.43 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวม Q2/66 หดตัว 38.62% อยู่ที่ 738.06 ล้านบาท จาก 1,202.51 ล้านบาท
- ราคาขายเฉลี่ยน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์มลดลงแรง 45.14% และ 49.74% ตามลำดับ
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง จาก 10.85% เป็น 8.86%
- ต้นทุนขายลดลง 37.25% ตามราคาผลปาล์มสดที่ลดลง 43.27%
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 20.99% จากการลดลงของขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยจ่าย
- สินทรัพย์รวมลดลง 1.53% อยู่ที่ 728.70 ล้านบาท จาก 740.04 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565
- หนี้สินรวมลดลง 9.93% อยู่ที่ 128.71 ล้านบาท จาก 142.90 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565
ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ VPO รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 26.75 ล้านบาท ลดลง 65.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 78.43 ล้านบาท โดยมีรายได้รวม 738.06 ล้านบาท ลดลง 38.62% จาก 1,202.51 ล้านบาทในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยของน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์มที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับปริมาณการขายเมล็ดในปาล์มที่ลดลง แม้ว่าปริมาณการขายน้ ามันปาล์มดิบจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากราคาขายที่ลดลงได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายลดลงจาก 10.85% เป็น 8.86%
ในส่วนของต้นทุนขายปรับลดลง 37.25% ตามราคาเฉลี่ยของผลปาล์มสดที่ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีต้นทุนจากการซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพื่อการส่งออกถึง 34.30% ของต้นทุนขายน้ำมันปาล์มดิบทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นต่อยอดขายลดลง
ค่าใช้จ่ายขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.33% ตามราคาน้ำมันดีเซลและปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 20.99% เนื่องจากการลดลงของขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยจ่าย
โอกาส
- แนวโน้มราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น: จากความกังวลต่อสภาพอากาศแห้งแล้ง (ปรากฏการณ์เอลนีโญ) และความตึงเครียดจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน อาจส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น
- อุปสงค์และอุปทานในประเทศค่อนข้างสมดุล: แม้คาดการณ์ความต้องการไบโอดีเซลลดลงในช่วงฤดูฝน แต่ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่อาจลดลงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ อาจทำให้เกิดความสมดุลของอุปสงค์และอุปทาน
ความเสี่ยง
- ราคาขายเฉลี่ยสินค้าเกษตรผันผวน: ราคาขายเฉลี่ยของน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์มมีแนวโน้มผันผวนตามปัจจัยตลาดโลกและสภาพอากาศ
- การส่งออกช่วงปลายปีมีแนวโน้มชะลอตัว: เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศปรับตัวสูงกว่าราคาตลาดโลก
- เศรษฐกิจโลกชะลอตัว: อาจส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันปาล์มดิบไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร และราคาไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก
- ปรากฏการณ์เอลนีโญ: อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทางราคาขายเฉลี่ยน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์ม: ทั้งในตลาดโลกและตลาดในประเทศ
- ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมัน: ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ
- แนวโน้มการส่งออก: โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2566
- การบริหารจัดการต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนจากการซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพื่อการส่งออก
- สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน: และผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
- ราคาวัตถุดิบ/สินค้า: ราคาขายเฉลี่ยน้ำมันปาล์มดิบลดลง 45.14% และเมล็ดในปาล์มลดลง 49.74% เป็นปัจจัยหลักกดดันรายได้และกำไร
- Volume: ปริมาณการขายเมล็ดในปาล์มลดลง 49.92% แม้ปริมาณการขายน้ ามันปาล์มดิบเพิ่มขึ้น 19.61% แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากราคาได้
- GPM: อัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายลดลงจาก 10.85% เป็น 8.86% เนื่องจากต้นทุนขายต่อยอดขายเพิ่มขึ้น
- ช่องทางขาย/ส่งออก: การส่งออกช่วงปลายไตรมาส 2 มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากราคาในประเทศสูงกว่าตลาดโลก
- สต็อก: ระดับสต็อกน้ำมันปาล์มดิบลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงต้นไตรมาสจากการส่งออกปริมาณมาก
- อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก: ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง ส่งผลดีต่อค่าใช้จ่ายในการบริหาร
- ฤดูกาลผลิต: แนวโน้มผลผลิตปาล์มลดลงในช่วงปลายปีอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 728.70 ล้านบาท ลดลง 1.53% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของสินค้าคงเหลือจากการขาย และการลดลงของสินทรัพย์ถาวรจากการตัดค่าเสื่อมราคา
หนี้สินรวมอยู่ที่ 128.71 ล้านบาท ลดลง 9.93% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากการลดลงของเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน
ส่วนของผู้เป็นเจ้าของของบริษัทใหญ่ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.37% เป็น 598.34 ล้านบาท จาก 596.12 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้
สรุปท้าย
VPO เผชิญแรงกดดันอย่างหนักในไตรมาส 2 ปี 2566 จากราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์หลักที่ดิ่งลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิและรายได้รวมหดตัวอย่างรุนแรง แม้จะมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้น แต่ความไม่แน่นอนจากปรากฏการณ์เอลนีโญและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ขณะที่การบริหารจัดการต้นทุนและกลยุทธ์การส่งออกจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี