เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TTI พลิกขาดทุน Q2/66 รับยอดขายหดหนัก 24%
ข่าวสาร

TTI พลิกขาดทุน Q2/66 รับยอดขายหดหนัก 24%

TTI P/E -100.00 YIELD 1.98
4 อาทิตย์ 10:56 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไร ดิ่งตามภาวะเศรษฐกิจ ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยหลักจากยอดขายลด

บริษัท โรงงานผ้าไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TTI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 32 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 43 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้รวมที่ลดลงถึง 24% หรือ 161 ล้านบาท สู่ระดับ 517 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าเกิดจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อยอดขายโดยตรง

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ TTI ในไตรมาส 2 ปี 2566 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คือ การลดลงอย่างมากของรายได้จากการขายและบริการ ซึ่งส่งผลให้บริษัทพลิกจากกำไร 43 ล้านบาทในปีก่อน มาเป็นขาดทุนสุทธิ 32 ล้านบาทในปีนี้ คิดเป็นการเปลี่ยนแปลงถึง -174%

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ฝ่ายจัดการระบุสาเหตุหลักว่าเกิดจาก "ยอดขายที่ลดลงจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ" โดยรายได้จากการขายและบริการลดลง 22% หรือ 142 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เมื่อยอดขายลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนขายและบริการที่ลดลงตามไปด้วย (ลดลง 13% หรือ 74 ล้านบาท) และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง (ลดลง 15% หรือ 5 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม การลดลงของรายได้มีสัดส่วนที่มากกว่าการลดลงของต้นทุนและค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดผลขาดทุนสุทธิในที่สุด

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร ยังไม่ชัดเจนว่าสถานการณ์นี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากฝ่ายจัดการระบุเพียงสาเหตุว่า "การชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ" ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก และไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มหรือมาตรการรับมือในระยะต่อไป

Highlight สำคัญ

  • ขาดทุนสุทธิ 32 ล้านบาท: พลิกจากกำไร 43 ล้านบาทใน Q2/65
  • รายได้รวมหดตัว 24%: เหลือ 517 ล้านบาท จาก 678 ล้านบาทใน Q2/65
  • ยอดขายลดลง 22%: เป็น 506 ล้านบาท จาก 648 ล้านบาทใน Q2/65
  • ต้นทุนขายลดลง 13%: สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง
  • ค่าใช้จ่ายขาย-บริหาร ลดลง 15%: เป็นผลจากการลดลงของยอดขาย
  • หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 3%: มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้น

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวม 517 ล้านบาท ลดลง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 678 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 506 ล้านบาท ลดลง 22% สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อยอดขาย

ต้นทุนขายและบริการอยู่ที่ 514 ล้านบาท ลดลง 13% ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายที่ลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอยู่ที่ 28 ล้านบาท ลดลง 15% เนื่องจากยอดขายที่ลดลงเช่นกัน ต้นทุนทางการเงินทรงตัวอยู่ที่ 6 ล้านบาท

ผลประกอบการโดยรวมทำให้กลุ่มบริษัทมีขาดทุนสุทธิ 32 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 43 ล้านบาท

โอกาส

เอกสาร MD&A ไม่ได้ระบุถึงโอกาสในการเติบโต หรือปัจจัยบวกที่ชัดเจนสำหรับช่วงเวลาดังกล่าว

ความเสี่ยง

ความเสี่ยงหลักที่ปรากฏในเอกสารคือ การชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายของบริษัท

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของกำลังซื้อ
  • กลยุทธ์ของ TTI ในการรับมือกับยอดขายที่ลดลง
  • การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพท่ามกลางรายได้ที่ลดลง
  • การบริหารจัดการสภาพคล่องจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้น

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)

ในส่วนของสินค้าอุปโภคบริโภค TTI ประสบปัญหา ยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยรายได้จากการขายและบริการลดลงถึง 22% การที่ยอดขายลดลงย่อมส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นโดยอ้อม เนื่องจากต้นทุนคงที่บางส่วนยังคงอยู่ แม้ว่าต้นทุนขายและบริการจะลดลงตามปริมาณการขาย แต่การลดลงของรายได้มีสัดส่วนที่มากกว่า ทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างชัดเจน

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,659 ล้านบาท ลดลง 2% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 53 ล้านบาท และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลง 31 ล้านบาท การลดลงของสินทรัพย์ส่วนใหญ่มาจากลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ และเงินจ่ายล่วงหน้า

หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 30 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้น ขณะที่หนี้สินไม่หมุนเวียนลดลง 1 ล้านบาท

ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 4% หรือ 113 ล้านบาท สู่ระดับ 2,541 ล้านบาท

สรุปท้าย

TTI เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในไตรมาส 2 ปี 2566 จากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ยอดขายและรายได้รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้บริษัทพลิกขาดทุนสุทธิ การที่รายได้ลดลงมากกว่าต้นทุนและค่าใช้จ่าย ทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่ฐานะการเงินมีการเพิ่มขึ้นของหนี้สินระยะสั้น นักลงทุนต้องจับตาแนวโน้มเศรษฐกิจและกลยุทธ์ของบริษัทในการฟื้นฟูยอดขายและสร้างผลกำไรในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น