เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TOPP กำไรสุทธิ Q2/2566 ทรงตัวเล็กน้อย รับแรงกดดันยอดขายฟิล์มพลาสติกลดลง
ข่าวสาร

TOPP กำไรสุทธิ Q2/2566 ทรงตัวเล็กน้อย รับแรงกดดันยอดขายฟิล์มพลาสติกลดลง

TOPP P/E 7.51 YIELD 3.34
22 ชั่วโมง 09:41 น. 0 ความเห็น

รายได้และกำไรสุทธิทรงตัว YoY เหตุราคาวัตถุดิบดิ่งกระทบราคาขาย ขณะที่ GPM ลดลงจากสินค้ามูลค่าเพิ่มหดตัว

บริษัท ไทย โอ.พี.พี. จำกัด (มหาชน) หรือ TOPP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 32.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ายอดขายสินค้าโดยรวมจะลดลง 13.5% โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญปรับตัวลดลง ส่งผลให้บริษัทต้องปรับลดราคาขายสินค้าลงตามไปด้วย ประกอบกับสัดส่วนงานรับจ้างผลิตที่มีมาร์จิ้นต่ำกว่างานสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ TOPP ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ แรงกดดันจากราคาวัตถุดิบที่ลดลง ส่งผลให้ราคาขายสินค้าปรับตัวลดลงตาม และการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนยอดขายที่กระทบต่อกำไรขั้นต้น

1) หัวใจคืออะไร

ปัจจัยหลักที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการคือ ยอดขายสินค้าที่ลดลง 13.5% คิดเป็น 61.27 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจาก ส่วนงานฟิล์มพลาสติกที่ลดลง 17.4% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ กำไรขั้นต้นที่ลดลง 10.03 ล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนงานฟิล์มพลาสติกที่กำไรขั้นต้นลดลง 5.77 ล้านบาท และส่วนงานสติกเกอร์ที่กำไรขั้นต้นลดลง 4.74 ล้านบาท แม้ว่ากำไรสุทธิจะทรงตัวได้จากการเพิ่มขึ้นของรายได้อื่นและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม รวมถึงการลดลงของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

สาเหตุหลักมาจาก ราคาเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบทางตรงมีการปรับราคาลดลงตามราคาตลาด ทำให้บริษัทต้องปรับราคาขายลงในทิศทางเดียวกัน ประกอบกับ สัดส่วนของยอดขายงานรับจ้างผลิต (OEM) สูงขึ้นกว่างานสำเร็จรูป ซึ่งงานรับจ้างผลิตมีราคาขายต่อหน่วยต่ำกว่า จึงทำให้มูลค่าขายที่เป็นตัวเงินลดลง แม้ว่าปริมาณการขายโดยรวมจะไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ในส่วนของกำไรขั้นต้นที่ลดลงในส่วนงานฟิล์มพลาสติกเกิดจาก สินค้ากลุ่มงานที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) มียอดลดลง และในส่วนงานสติกเกอร์ ปีก่อนลูกค้ามีการสั่งซื้อสินค้ากลุ่มงานเดิมในปริมาณค่อนข้างสูง ทำให้ควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดีกว่าปีนี้

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าราคาเม็ดพลาสติกปรับลดลงตามตลาด ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องหากราคายังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนยอดขายระหว่างงานรับจ้างผลิตและงานสำเร็จรูป รวมถึงการฟื้นตัวของสินค้ากลุ่มงานที่มีมูลค่าเพิ่ม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาต่อไปในไตรมาสถัดไป

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ Q2/2566 อยู่ที่ 32.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% YoY
  • ยอดขายสินค้าลดลง 13.5% YoY โดยส่วนงานฟิล์มพลาสติกลดลง 17.4% จากราคาวัตถุดิบที่ลดลงและสัดส่วนงาน OEM ที่เพิ่มขึ้น
  • กำไรขั้นต้นลดลง 10.03 ล้านบาท YoY โดยเฉพาะส่วนงานฟิล์มพลาสติกและสติกเกอร์ที่ GPM หดตัว
  • รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 5.80 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากรายได้ค่า นายหน้าและดอกเบี้ยรับ
  • ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 2.54 ล้านบาท YoY จากค่าใช้จ่ายในการส่งออก ค่าเสื่อมราคา และค่าซ่อมแซมที่ลดลง

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ไทย โอ.พี.พี. จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิ 32.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 31.80 ล้านบาท แม้ว่ายอดขายสินค้าจะปรับตัวลดลง 13.5% มาอยู่ที่ 393.17 ล้านบาท จาก 454.44 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากส่วนงานฟิล์มพลาสติกลดลง 56.41 ล้านบาท เนื่องจากราคาเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบทางตรงปรับลดลงตามตลาด ทำให้บริษัทต้องปรับลดราคาขายลง ประกอบกับสัดส่วนยอดขายงานรับจ้างผลิตที่สูงขึ้นกว่างานสำเร็จรูป ส่งผลให้มูลค่าขายลดลงแต่ปริมาณการขายโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลง

กำไรขั้นต้นลดลง 10.03 ล้านบาท จาก 33.42 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 27.65 ล้านบาทในปีนี้ โดยส่วนงานฟิล์มพลาสติกมีกำไรขั้นต้นลดลง 5.77 ล้านบาท เนื่องจากสินค้ากลุ่มงานที่มีมูลค่าเพิ่มลดลง และส่วนงานสติกเกอร์มีกำไรขั้นต้นลดลง 4.74 ล้านบาท เนื่องจากปีก่อนลูกค้ามีการสั่งซื้อสินค้ากลุ่มงานเดิมในปริมาณสูง ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 5.80 ล้านบาท จาก 6.20 ล้านบาท เป็น 12.00 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่า นายหน้าเพิ่มขึ้น 4.42 ล้านบาท และดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น 1.03 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 2.54 ล้านบาท จาก 32.11 ล้านบาท เป็น 29.57 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายในการส่งออก ค่าเสื่อมราคา และค่าซ่อมแซมที่ลดลง นอกจากนี้ ผลขาดทุนอื่นลดลง 1.48 ล้านบาท และบริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 1.35 ล้านบาท

โอกาส

  • การเพิ่มขึ้นของรายได้ค่า นายหน้า: เป็นรายได้ที่เพิ่มเข้ามาในปี 2566 ซึ่งช่วยสนับสนุนผลประกอบการโดยรวม
  • ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น: สะท้อนถึงผลประกอบการที่ดีขึ้นของบริษัทร่วม ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อผลกำไรของ TOPP
  • การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย: การลดลงของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงค่าใช้จ่ายในการส่งออก แสดงถึงความพยายามในการควบคุมต้นทุนของบริษัท

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: การปรับลดราคาขายตามราคาเม็ดพลาสติกที่ลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และกำไรขั้นต้น
  • การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนยอดขาย: สัดส่วนงานรับจ้างผลิตที่สูงขึ้นกว่างานสำเร็จรูป กดดันราคาขายเฉลี่ยและกำไรขั้นต้น
  • การพึ่งพิงสินค้ามูลค่าเพิ่ม: การลดลงของสินค้ากลุ่มงานที่มีมูลค่าเพิ่มในส่วนฟิล์มพลาสติก ส่งผลกระทบต่อ GPM
  • ความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อในอดีต: การที่ปีก่อนมีคำสั่งซื้อสินค้ากลุ่มงานเดิมในปริมาณสูงสำหรับส่วนงานสติกเกอร์ อาจทำให้การเปรียบเทียบในปีนี้ดูด้อยกว่า

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาเม็ดพลาสติก: จะส่งผลต่อราคาขายและ GPM ในไตรมาสถัดไป
  • การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนยอดขาย: การเพิ่มขึ้นของงาน OEM และการลดลงของงานสำเร็จรูป จะส่งผลต่อรายได้และ GPM อย่างไร
  • การฟื้นตัวของสินค้ามูลค่าเพิ่ม: โดยเฉพาะในส่วนงานฟิล์มพลาสติก จะสามารถกลับมาสร้าง GPM ที่สูงขึ้นได้หรือไม่
  • การเติบโตของรายได้อื่น: โดยเฉพาะรายได้ค่า นายหน้า จะยังคงเติบโตต่อเนื่องหรือไม่
  • ผลประกอบการของบริษัทร่วม: จะยังคงสนับสนุนผลกำไรของ TOPP ได้มากน้อยเพียงใด

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

  • Utilization: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Utilization Rate โดยตรง แต่การที่ปริมาณการขายโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่มูลค่าขายลดลง อาจบ่งชี้ว่าโรงงานยังคงเดินเครื่องผลิตในระดับใกล้เคียงเดิม
  • Order Book: ไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การที่ยอดขายลดลง อาจสะท้อนถึงการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่ หรือการส่งมอบที่ลดลง
  • ราคาวัตถุดิบ: มีการกล่าวถึงราคาเม็ดพลาสติกที่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กระทบต่อราคาขายและ GPM
  • GPM: ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนงานฟิล์มพลาสติกและสติกเกอร์
  • การส่งออก: ค่าใช้จ่ายในการส่งออกลดลง สอดคล้องกับธุรกรรมการขายต่างประเทศที่ลดลง
  • ค่าเงิน: ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • สินค้าคงคลัง: ไม่ได้ระบุข้อมูลสินค้าคงคลัง

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัท

สรุปท้าย

TOPP ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบที่ลดลง ส่งผลให้ต้องปรับลดราคาขายสินค้าลง ซึ่งกระทบต่อรายได้และกำไรขั้นต้น โดยเฉพาะในส่วนงานฟิล์มพลาสติกและสติกเกอร์ แม้ว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและได้รับปัจจัยหนุนจากรายได้อื่นและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม ทำให้กำไรสุทธิทรงตัวได้ แต่แนวโน้มในอนาคตยังคงต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนยอดขายและกำลังซื้อสินค้ามูลค่าเพิ่ม เพื่อประเมินโอกาสในการฟื้นตัวของอัตรากำไร

ยังไม่มีความคิดเห็น