เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SSP กำไรหลักจากการดำเนินงาน Q2/66 ลดลง 22.3% รับผลกระทบขายโครงการฮิดากะ-ค่าไฟญี่ปุ่น
ข่าวสาร

SSP กำไรหลักจากการดำเนินงาน Q2/66 ลดลง 22.3% รับผลกระทบขายโครงการฮิดากะ-ค่าไฟญี่ปุ่น

SSP P/E 9.64 YIELD 4.52
3 วัน 06:25 น. 0 ความเห็น

รายได้และกำไรหลักหดตัว YoY เหตุปัจจัยเฉพาะกิจการ ขณะที่การลงทุนใหม่เริ่มทยอยรับรู้

บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรหลักจากการดำเนินงาน 225.4 ล้านบาท ลดลง 22.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากผลกระทบจากการขายโครงการฮิดากะในปีก่อนหน้า รวมถึงค่าไฟฟ้าที่ลดลงในประเทศญี่ปุ่น และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับการลงทุนในอนาคต

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการ SSP ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การลดลงของกำไรหลักจากการดำเนินงาน (Core Operating Profit) ที่หดตัว 22.3% YoY จาก 290.1 ล้านบาท เป็น 225.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยเชิงลบที่กระทบรายได้และต้นทุนการดำเนินงานเป็นหลัก

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

สาเหตุหลักที่ทำให้กำไรหลักจากการดำเนินงานลดลงมาจากหลายปัจจัย ดังนี้:

  • การไม่รับรู้ผลการดำเนินงานของโครงการฮิดากะ: ในไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัทฯ มีการรับรู้กำไรจากการขายโครงการฮิดากะ ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่ส่งผลให้ฐานกำไรในปีก่อนสูงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2566 ที่ไม่มีรายการดังกล่าว ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบเมื่อเปรียบเทียบแบบ YoY
  • รายได้จากโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นลดลง: ปริมาณการขายไฟฟ้าที่ลดลงในประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้รายได้จากโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่นปรับตัวลดลง
  • ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่สูงขึ้น: การรับรู้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ลักษณะครั้งคราว โดยมีแนวโน้มที่จะ ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม ปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรลดลงในไตรมาสนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลกระทบจากการขายโครงการฮิดากะ ซึ่งเป็นรายการครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม การลดลงของรายได้จากโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่น และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในระยะสั้น แต่บริษัทฯ มีการลงทุนในโครงการใหม่ๆ เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย และการเข้าซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนาม ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้และผลกำไรในอนาคต ซึ่งต้องติดตามผลการดำเนินงานของโครงการเหล่านี้ต่อไป

Highlight สำคัญ

  • กำไรหลักจากการดำเนินงาน (Core Operating Profit) Q2/66 อยู่ที่ 225.4 ล้านบาท ลดลง 22.3% YoY จาก 290.1 ล้านบาท ใน Q2/65
  • รายได้จากการขายและให้บริการ Q2/66 อยู่ที่ 762.1 ล้านบาท ลดลง 7.6% YoY โดยมีสาเหตุหลักจากการขายโครงการฮิดากะ และปริมาณการขายไฟฟ้าที่ลดลงในญี่ปุ่น
  • บริษัทฯ ได้รับคัดเลือกโครงการพลังงานหมุนเวียนในไทย 170.5 MW (โซลาร์ 154.5 MW, ลม 16.0 MW)
  • เข้าซื้อหุ้น TTQN เพิ่มสัดส่วนเป็น 100% ในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เวียดนาม 40 MW
  • เข้าลงทุนในบริษัท สามารถ พลาสแพค จำกัด 75% มูลค่า 140.8 ล้านบาท เพื่อต่อยอดธุรกิจบรรจุภัณฑ์
  • D/E Ratio อยู่ที่ 1.59 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2/66 สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 762.1 ล้านบาท ลดลง 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการขายโครงการฮิดากะในปีก่อนหน้า และปริมาณการขายไฟฟ้าที่ลดลงในประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าโรงไฟฟ้าในประเทศไทย เช่น โครงการ SPN และโครงการวินชัย จะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ทั้งหมด

ขณะที่กำไรหลักจากการดำเนินงานอยู่ที่ 225.4 ล้านบาท ลดลง 22.3% YoY เนื่องจากผลกระทบจากการขายโครงการฮิดากะ, ค่าไฟฟ้าที่ลดลงในญี่ปุ่น และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการใหม่ๆ

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้จากการขายและให้บริการรวมอยู่ที่ 1,523.4 ล้านบาท ลดลง 9.3% YoY และกำไรหลักจากการดำเนินงานอยู่ที่ 475.3 ล้านบาท ลดลง 18.7% YoY

โอกาส

  • การได้รับคัดเลือกโครงการพลังงานหมุนเวียนในไทย: การได้รับคัดเลือกโครงการพลังงานหมุนเวียนรวม 170.5 MW จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและสร้างรายได้ในอนาคต
  • การลงทุนในเวียดนาม: การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน TTQN เป็น 100% จะทำให้บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามได้เต็มที่
  • การต่อยอดธุรกิจบรรจุภัณฑ์: การเข้าลงทุนในบริษัท สามารถ พลาสแพค จำกัด จะเป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในระยะยาว
  • การเติบโตของพลังงานทดแทน: แนวโน้มความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก เป็นโอกาสในการขยายธุรกิจของบริษัทฯ

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาพลังงานและอัตราแลกเปลี่ยน: ความผันผวนของราคาพลังงานและอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินเยน อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และผลกำไร
  • กฎระเบียบภาครัฐ: การเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎระเบียบเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนของภาครัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
  • การดำเนินงานของโครงการใหม่: ความล่าช้าในการก่อสร้างหรือการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ
  • การแข่งขันในอุตสาหกรรม: การแข่งขันที่สูงขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน อาจส่งผลต่ออัตรากำไร

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • ความคืบหน้าของโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับคัดเลือกในไทย: การก่อสร้างและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์
  • ผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในเวียดนาม: หลังจากการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น
  • การปรับปรุงประสิทธิภาพและขยายกำลังการผลิตในธุรกิจบรรจุภัณฑ์: จากการลงทุนในบริษัท สามารถ พลาสแพค จำกัด
  • แนวโน้มค่าไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น: และผลกระทบต่อรายได้จากโรงไฟฟ้า
  • การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน: ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับสูงขึ้น

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)

  • รายได้จากการขายไฟฟ้า: ลดลง 6.6% YoY ใน Q2/66 เป็น 756.4 ล้านบาท โดยรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง 12.9% YoY เนื่องจากผลกระทบจากการขายโครงการฮิดากะ และปริมาณการขายไฟฟ้าที่ลดลงในญี่ปุ่น รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่มขึ้น 12.0% YoY และโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้น 17.3% YoY
  • ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม: เพิ่มขึ้น 13.6% YoY ใน Q2/66 เป็น 18.0 ล้านบาท จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมร่มเกล้าวินด์ฟาร์ม
  • ค่าใช้จ่ายทางการเงิน: เพิ่มขึ้น 29.0% YoY ใน Q2/66 เป็น 161.2 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของโครงการใหม่ๆ

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 กลุ่มบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 21,847.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% จากสิ้นปี 2565 โดยส่วนใหญ่เป็นที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ของโรงไฟฟ้า หนี้สินรวมอยู่ที่ 13,411.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.0% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากเงินกู้ยืมระยะยาวที่เพิ่มขึ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 8,435.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากสิ้นปี 2565

อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) งบการเงินรวมอยู่ที่ 1.59 เท่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.57 เท่า ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และสะท้อนถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ

สรุปท้าย

SSP ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเฉพาะกิจการที่ส่งผลให้กำไรหลักจากการดำเนินงานลดลง YoY อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงการต่อยอดธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต โดยนักลงทุนควรจับตาความคืบหน้าของโครงการเหล่านี้ และการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

ยังไม่มีความคิดเห็น