SM กำไร Q2/66 ดิ่ง 24% รับแรงกดดันต้นทุนการเงิน-สำรองหนี้พุ่ง
รายได้รวมหด 7% ฝ่ายจัดการชี้ปรับลดพอร์ตสินเชื่อเสี่ยงสูง-ดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบ
บริษัท สตาร์ มันนี่ จำกัด (มหาชน) หรือ SM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 25.43 ล้านบาท ลดลง 8.10 ล้านบาท หรือ 24.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากรายได้รวมที่ลดลง 7.25% และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่สูงขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ SM ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การปรับลดสัดส่วนการขายสินค้าแบบผ่อนชำระประเภทโทรศัพท์มือถือลง และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
ประการแรก ฝ่ายจัดการได้ปรับลดสัดส่วนการขายสินค้าแบบผ่อนชำระประเภทโทรศัพท์มือถือลง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดหนี้ด้อยคุณภาพในอนาคต การปรับลดนี้ส่งผลให้ "รายได้จากการขายและบริการ" ลดลง 40.84 ล้านบาท หรือ 14.69% และ "ต้นทุนขาย" ลดลง 36.29 ล้านบาท หรือ 15.41% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ารายได้จากการให้กู้ยืมจะเพิ่มขึ้น 11.61% และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 22.06% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากการลดพอร์ตสินเชื่อดังกล่าวได้ทั้งหมด
ประการที่สอง ต้นทุนทางการเงินปรับเพิ่มขึ้น 1.89 ล้านบาท หรือ 11.79% ในไตรมาส 2/2566 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทฯ นอกจากนี้ "ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น" ยังเพิ่มขึ้นถึง 3.75 ล้านบาท หรือ 26.17% และ "ขาดทุนจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย" เพิ่มขึ้น 2.81 ล้านบาท หรือ 57.46% ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกดดันต่อกำไรสุทธิ
สำหรับแนวโน้มในอนาคต การปรับลดพอร์ตสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงนี้ เป็นการดำเนินการเชิงกลยุทธ์เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในระยะสั้น แต่คาดว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาว ส่วนปัจจัยด้านต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นนั้น มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อเนื่องไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาด ดังนั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงมีลักษณะ มีโอกาสต่อเนื่อง และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 24.16% อยู่ที่ 25.43 ล้านบาท จาก 33.53 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวม Q2/66 หดตัว 7.25% อยู่ที่ 382.02 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับลดสัดส่วนการขายสินค้าแบบผ่อนชำระประเภทโทรศัพท์มือถือ
- ต้นทุนทางการเงิน Q2/66 เพิ่มขึ้น 11.79% เป็น 17.92 ล้านบาท จาก 16.03 ล้านบาทในปีก่อน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น
- ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น Q2/66 เพิ่มขึ้น 26.17% เป็น 18.08 ล้านบาท
- ขาดทุนจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย Q2/66 เพิ่มขึ้น 57.46% เป็น 7.70 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 66 ลดลง 28.80% อยู่ที่ 43.29 ล้านบาท จาก 60.80 ล้านบาทในปีก่อน
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 382.02 ล้านบาท ลดลง 7.25% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับลดสัดส่วนการขายสินค้าแบบผ่อนชำระประเภทโทรศัพท์มือถือลง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดหนี้ด้อยคุณภาพในอนาคต แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมจะเพิ่มขึ้น 11.61% และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจะเพิ่มขึ้น 22.06% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ทั้งหมด
ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 8.45% มาอยู่ที่ 306.34 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนขายลดลงตามยอดขายสินค้า อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 7.86% จากการเพิ่มสาขาและบุคลากร
ปัจจัยกดดันสำคัญคือ ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น 26.17% และขาดทุนจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สินรอการขายเพิ่มขึ้น 57.46% รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 11.79% จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลง 23.88% และกำไรสุทธิสำหรับงวดลดลง 24.16% มาอยู่ที่ 25.43 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 698.85 ล้านบาท ลดลง 2.64% โดยมีสาเหตุเดียวกันกับการปรับลดพอร์ตสินเชื่อโทรศัพท์มือถือ แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมและรายได้ค่าธรรมเนียมจะเติบโต แต่ก็ไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 3.96% แต่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น 36.03% และขาดทุนจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สินรอการขายเพิ่มขึ้นถึง 148.40% ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น 24.57% ทำให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลง 28.54% และกำไรสุทธิสำหรับงวดลดลง 28.80% มาอยู่ที่ 43.29 ล้านบาท
โอกาส
- การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืม: แม้จะมีการปรับลดพอร์ตสินเชื่อบางประเภท แต่รายได้ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมยังคงเติบโตได้ดี แสดงถึงการขยายฐานสินเชื่อในส่วนอื่น
- การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ: การเพิ่มขึ้นของรายได้ส่วนนี้บ่งชี้ถึงการขยายบริการที่สร้างรายได้แบบไม่ใช้ดอกเบี้ย (Non-interest Income) ซึ่งเป็นทิศทางที่ดีต่อการกระจายความเสี่ยงของรายได้
ความเสี่ยง
- คุณภาพสินทรัพย์: การที่ฝ่ายจัดการต้องปรับลดสัดส่วนการขายสินค้าแบบผ่อนชำระประเภทโทรศัพท์มือถือลง สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านหนี้ด้อยคุณภาพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
- ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น เป็นปัจจัยกดดันต่ออัตรากำไรของบริษัทฯ และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรหากไม่สามารถปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมได้ทัน
- ขาดทุนจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย: การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของรายการนี้ อาจบ่งชี้ถึงปัญหาในการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย หรือการปรับมูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทางคุณภาพสินทรัพย์: การบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะจากพอร์ตสินเชื่อโทรศัพท์มือถือ และการควบคุมผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
- การบริหารต้นทุนทางการเงิน: ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนดอกเบี้ยท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น และผลกระทบต่อ NIM (Net Interest Margin)
- การเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-interest Income): การขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
- การบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย: การเร่งระบายทรัพย์สินรอการขายเพื่อลดผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในมุมมองของธุรกิจการเงิน SM เผชิญกับความท้าทายจากการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ โดยเฉพาะการลดสัดส่วนสินเชื่อโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง การตัดสินใจนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการขายและบริการ และต้นทุนขาย แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมจะยังคงเติบโตได้ดี ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวของธุรกิจสินเชื่อหลัก แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่หายไป
การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันผลประกอบการ โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อ Net Interest Margin (NIM) โดยตรง การเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) และขาดทุนจากการด้อยค่าและจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย บ่งชี้ถึงความท้าทายในการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และการจัดการทรัพย์สินที่ยึดคืนมา
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเป็นสัญญาณที่ดี แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างรายได้จากช่องทางอื่นที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 2,811.29 ล้านบาท ลดลง 12.42% จากสิ้นปี 2565 โดยสาเหตุหลักมาจากการนำเงินฝากธนาคารจากการเพิ่มทุนไปชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,700.60 ล้านบาท ลดลง 18.96% จากสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,110.69 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.06% จากสิ้นปี 2565 โดยมีปัจจัยเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิสำหรับงวด 43.29 ล้านบาท และลดลงจากการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2565 จำนวน 44 ล้านบาท
สรุปท้าย
SM ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้าน โดยเฉพาะการปรับลดพอร์ตสินเชื่อโทรศัพท์มือถือที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้รายได้รวมหดตัว ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตและทรัพย์สินรอการขาย ทำให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าจะมีโอกาสจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม แต่ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงินยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป