SAAM Q2/2566 กำไรสุทธิวูบ 80% สวนทางรายได้ทรงตัว เหตุรับรู้กำไรพิเศษปีก่อน
รายได้รวมทรงตัว แต่กำไรสุทธิหดหนักจากฐานปีก่อนสูงผิดปกติ ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยพิเศษ
บริษัท เอสเอเอเอ็ม ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAAM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 11.97 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 80.93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะทรงตัวอยู่ที่ 36.76 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในปีก่อนส่งผลให้ฐานกำไรสูง
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ SAAM ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลงอย่างมาก คือ การเปรียบเทียบกับฐานกำไรที่สูงผิดปกติในปีก่อนหน้า (Q2/2565) ซึ่งมีปัจจัยพิเศษจากการรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยทางอ้อม (Biomass Power Three GK และ Biomass Power Four GK) จำนวน 51.33 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2565 สูงถึง 62.79 ล้านบาท ในขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 11.97 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจาก รายการพิเศษ (Non-recurring item) ในปีก่อนหน้า โดยฝ่ายจัดการระบุว่าในไตรมาส 1 ปี 2565 มีการรับรู้กำไรจากการส่งมอบโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในประเทศญี่ปุ่น (SAAM Oita 01 และ 02 Biomass Power) และการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยทางอ้อม ซึ่งเป็นรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ส่งผลให้กำไรในไตรมาส 2 ปี 2565 สูงผิดปกติ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2566 ที่ไม่มีรายการพิเศษดังกล่าว ทำให้กำไรสุทธิของปีนี้ดูเหมือนลดลงอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อกำไร เช่น การรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิที่ลดลงจากปีก่อน (จากขาดทุน 1.06 ล้านบาท เป็นกำไร 0.16 ล้านบาท) และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า (จาก 9.10 ล้านบาท เป็น 10.97 ล้านบาท) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากค่าวิจัยและพัฒนา ค่าบริการทางวิชาชีพ และค่าตรวจสอบบัญชี
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว โดยสาเหตุหลักของการลดลงของกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 เป็นผลมาจากการเปรียบเทียบกับฐานกำไรที่สูงผิดปกติในปีก่อนหน้า ซึ่งเกิดจากรายการพิเศษจากการขายเงินลงทุนและส่งมอบโครงการ การเปลี่ยนแปลงนี้จึงมีลักษณะเป็นครั้งคราว และไม่น่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในลักษณะเดียวกันในไตรมาสถัดไป อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการยังระบุถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องติดตามผลกระทบในระยะยาว
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิลดลง 80.93% YoY: อยู่ที่ 11.97 ล้านบาท เทียบกับ 62.79 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวมทรงตัว: อยู่ที่ 36.76 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 59.55% จาก 90.87 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการรับรู้กำไรพิเศษจากการส่งมอบโครงการและขายเงินลงทุนในปีก่อน
- รายได้จากการขายไฟฟ้าลดลงเล็กน้อย: อยู่ที่ 9.27 ล้านบาท ลดลง 2.09% YoY สอดคล้องกับค่าแสง
- รายได้จากการบริการและเช่าลดลง 10.59% YoY: อยู่ที่ 26.87 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการรับรู้รายได้พิเศษจากการพัฒนาโครงการในญี่ปุ่นปีก่อน และการลดกำลังการผลิตของโครงการในไทย
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 20.50% YoY: อยู่ที่ 10.97 ล้านบาท จาก 9.10 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากค่าวิจัยและพัฒนา ค่าบริการทางวิชาชีพ และค่าตรวจสอบบัญชี
- ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม: รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน 1.03 ล้านบาท จากการลงทุนในบริษัท นานุค จำกัด
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท เอสเอเอเอ็ม ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAAM มีรายได้รวม 36.76 ล้านบาท ลดลง 59.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Q2/2565: 90.87 ล้านบาท) และลดลง 5.91% เมื่อเทียบกับ Q2/2564 (39.07 ล้านบาท) การลดลงของรายได้รวมนี้เกิดจากการที่ปีก่อนมีการรับรู้กำไรพิเศษจากการส่งมอบโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในญี่ปุ่น และการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยทางอ้อม รวมถึงผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่กลับมาเป็นกำไรเล็กน้อยในปีนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเฉพาะรายได้จากการดำเนินงานปกติ พบว่ารายได้จากการขายไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย (SAAM-SP1) อยู่ที่ 9.27 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 2.09% YoY สอดคล้องกับค่าแสง ส่วนรายได้จากการบริการและเช่า ซึ่งเป็นรายได้หลัก อยู่ที่ 26.87 ล้านบาท ลดลง 10.59% YoY สาเหตุหลักมาจากการรับรู้รายได้พิเศษจากการพัฒนาโครงการในญี่ปุ่นปีก่อน และการปรับลดกำลังการผลิตของโครงการในจังหวัดเพชรบุรีและอ่างทอง
ด้านค่าใช้จ่าย ต้นทุนขายและบริการรวมอยู่ที่ 9.37 ล้านบาท ลดลง 8.76% YoY โดยต้นทุนขายจากการผลิตไฟฟ้าใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ต้นทุนบริการและเช่าลดลงจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายพิเศษในการส่งมอบโครงการในญี่ปุ่นปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ Q2/2564
ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 20.50% YoY เป็น 10.97 ล้านบาท จาก 9.10 ล้านบาทในปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักจากค่าวิจัยและพัฒนา ค่าบริการทางวิชาชีพ และค่าตรวจสอบบัญชี
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 11.97 ล้านบาท ลดลงอย่างมากถึง 80.93% YoY จาก 62.79 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่มีรายการพิเศษเหมือนปีก่อนหน้า และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหาร
โอกาส
- รายได้จากการบริการและเช่าที่มีลักษณะคงที่: รายได้ส่วนนี้มีลักษณะเป็นรายได้ประจำตามสัญญาให้บริการระยะยาวแก่ลูกค้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงให้กับรายได้ของบริษัท
- การลงทุนในบริษัทร่วม: การเข้าซื้อหุ้นในบริษัท นานุค จำกัด (สัดส่วน 40%) เป็นการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการเติบโตในอนาคต
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของรายได้จากรายการพิเศษ: การพึ่งพิงรายได้จากรายการพิเศษ เช่น การส่งมอบโครงการ หรือการขายเงินลงทุน อาจทำให้ผลประกอบการมีความผันผวนสูงในแต่ละช่วงเวลา
- การลดกำลังการผลิต: การปรับลดกำลังการผลิตของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในจังหวัดเพชรบุรีและอ่างทอง ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการบริการและเช่า
- ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากธนาคารแบบลอยตัวที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น
- ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: แม้ในไตรมาสนี้จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่การมีสินทรัพย์และรายการที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินต่างประเทศ (USD, HKD, JPY) ยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มรายได้จากการบริการและเช่า: การเปลี่ยนแปลงของรายได้ส่วนนี้ ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท และผลกระทบจากการลดกำลังการผลิต
- การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหาร: การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหาร และผลกระทบต่ออัตรากำไรในระยะยาว
- ผลการดำเนินงานของบริษัทร่วม (นานุค จำกัด): การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม และแนวโน้มการเติบโตในอนาคต
- การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน: ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นต่อค่าใช้จ่ายทางการเงินของบริษัท
- การหาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ: ความคืบหน้าในการหาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศญี่ปุ่น
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ในไตรมาส 2 ปี 2566 SAAM มีรายได้รวม 36.76 ล้านบาท ลดลง 59.55% YoY โดยรายได้หลักมาจาก 2 ส่วน คือ รายได้จากการขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย (SAAM-SP1) จำนวน 9.27 ล้านบาท ลดลง 2.09% YoY และรายได้จากการบริการและเช่า จำนวน 26.87 ล้านบาท ลดลง 10.59% YoY
การลดลงของรายได้จากการบริการและเช่ามีสาเหตุหลักมาจากการรับรู้รายได้พิเศษจากการพัฒนาโครงการในญี่ปุ่นปีก่อน และการปรับลดกำลังการผลิตของโครงการในไทย ซึ่งส่งผลให้รายได้ต่อเดือนลดลง 0.88 ล้านบาท
ต้นทุนขายและบริการรวมอยู่ที่ 9.37 ล้านบาท ลดลง 8.76% YoY โดยต้นทุนขายจากการผลิตไฟฟ้าใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ต้นทุนบริการและเช่าลดลงจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายพิเศษในปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ Q2/2564
กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 26.77 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 74.06% ลดลง 7.25% YoY
ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 20.50% YoY เป็น 10.97 ล้านบาท จาก 9.10 ล้านบาทในปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักจากค่าวิจัยและพัฒนา ค่าบริการทางวิชาชีพ และค่าตรวจสอบบัญชี
ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม (นานุค จำกัด) อยู่ที่ 1.03 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 7.30% YoY เป็น 1.34 ล้านบาท จาก 1.25 ล้านบาท เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมแบบลอยตัวปรับสูงขึ้น
กำไรสุทธิอยู่ที่ 11.97 ล้านบาท ลดลง 80.93% YoY เนื่องจากฐานกำไรปีก่อนสูงจากการรับรู้กำไรพิเศษ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 กลุ่มบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 483.73 ล้านบาท ลดลง 5.50% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเงินลงทุนชั่วคราวเพื่อนำไปเพิ่มทุนในบริษัทย่อย
หนี้สินรวมอยู่ที่ 102.28 ล้านบาท ลดลง 28.63% จากสิ้นปี 2565 โดยส่วนใหญ่มาจากการจ่ายชำระเจ้าหนี้ค่าหุ้นบริษัทย่อย การทยอยชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว และการจ่ายชำระหนี้สินตามสัญญาเช่าการเงิน
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 381.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.49% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานที่มีกำไรสุทธิ
สรุปท้าย
SAAM ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันด้านกำไรสุทธิที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 80.93% YoY มาอยู่ที่ 11.97 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากฐานกำไรที่สูงผิดปกติในปีก่อนจากการรับรู้รายการพิเศษจากการขายเงินลงทุนและส่งมอบโครงการ แม้รายได้รวมจะทรงตัว แต่รายได้จากการบริการและเช่าซึ่งเป็นรายได้หลักมีการปรับลดลงเล็กน้อยจากการลดกำลังการผลิตของโครงการในไทย และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม โครงสร้างรายได้จากการบริการและเช่าที่มีลักษณะคงที่ยังคงเป็นจุดแข็ง ขณะที่การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในระยะต่อไป