เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PTC กำไรสุทธิ Q2/2566 หดตัว 3.63% รับผลกระทบมาตรการภาครัฐดันรายได้ลด
ข่าวสาร

PTC กำไรสุทธิ Q2/2566 หดตัว 3.63% รับผลกระทบมาตรการภาครัฐดันรายได้ลด

PTC P/E 57.64 YIELD 1.75
1 อาทิตย์ 01:56 น. 0 ความเห็น

รายได้และกำไรสุทธิปรับตัวลงจากมาตรการภาครัฐที่ส่งผลต่อปริมาณการจ่ายน้ำมัน ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นควบคุมต้นทุนและเพิ่มผลตอบแทนดอกเบี้ย

บริษัท พรีเมียร์ แทงค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PTC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 20.14 ล้านบาท ลดลง 3.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากการให้บริการคลังน้ำมัน ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการภาครัฐในการบรรเทาภาระค่าครองชีพด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับได้

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ PTC ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การลดลงของรายได้จากการให้บริการคลังน้ำมัน ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 3.63% (20.14 ล้านบาท เทียบกับ 20.90 ล้านบาทใน Q2/2565) แม้ว่าอัตรากำไรสุทธิ (NPM) จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 41.22% เป็น 41.69% ก็ตาม

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

สาเหตุหลักมาจากการที่ภาครัฐมีมาตรการเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับน้ำมันกลุ่มดีเซล ได้แก่ การกำหนดให้น้ำมันกลุ่มดีเซลทุกผลิตภัณฑ์ (B20, B10, B7) ผสมไบโอดีเซลในอัตราที่เท่ากันเป็นการชั่วคราว ทำให้คุณภาพและราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการเท่ากัน ส่งผลให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้ดีเซล B7 เป็นหลัก ซึ่งเดิมมีคุณภาพและราคาสูงกว่า B20 และ B10 ทำให้ข้อได้เปรียบในการให้บริการของคลังน้ำมันศรีสะเกษลดลง และสถานีบริการน้ำมันมีทางเลือกในการใช้บริการคลังน้ำมันอื่นมากขึ้น ปัจจัยนี้ส่งผลให้ปริมาณการจ่ายน้ำมันที่คลังศรีสะเกษลดลง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของรายได้บริษัทฯ

นอกจากนี้ การลดลงของรายได้ยังส่งผลกระทบต่อกำไรขั้นต้น โดยกำไรขั้นต้นลดลง 7.36% (32.21 ล้านบาท เทียบกับ 34.76 ล้านบาทใน Q2/2565) แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะยังคงสูงที่ 68.62% เนื่องจากต้นทุนบริการส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่ช่วยชดเชยบางส่วน ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยรับ 303.01% (1.03 ล้านบาท) จากการนำเงินสดบางส่วนไปฝากประจำ และการลดลงของต้นทุนบริการ 5.58% (0.87 ล้านบาท) จากค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงกำแพงกันดินและค่าใช้จ่ายในการสอบทานปริมาตรความจุถังที่ดำเนินการไปแล้วในปี 2565 รวมถึงการลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหาร 6.67% (0.61 ล้านบาท) จากค่าที่ปรึกษาและค่าประชาสัมพันธ์

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ลักษณะครั้งคราว โดยมีแนวโน้มที่จะ ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม

มาตรการภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการจ่ายน้ำมันนี้ เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นชั่วคราวเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด และผลกระทบต่อความหลากหลายของผลิตภัณฑ์น้ำมันจะคงอยู่มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการคลังน้ำมันของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันต่อไป

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ Q2/2566 ลดลง 3.63% อยู่ที่ 20.14 ล้านบาท จาก 20.90 ล้านบาทใน Q2/2565
  • รายได้รวม Q2/2566 ลดลง 6.81% อยู่ที่ 46.93 ล้านบาท จาก 50.36 ล้านบาทใน Q2/2565
  • กำไรขั้นต้น Q2/2566 ลดลง 7.36% อยู่ที่ 32.21 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น 68.62%
  • ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น 303.01% เป็น 1.03 ล้านบาท จากการนำเงินสดไปฝากประจำ
  • ต้นทุนบริการลดลง 5.58% จากค่าใช้จ่ายที่ดำเนินการไปแล้วในปี 2565
  • กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2566 ลดลง 13.81% อยู่ที่ 39.39 ล้านบาท

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 46.93 ล้านบาท ลดลง 6.81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากมาตรการภาครัฐที่ส่งผลต่อปริมาณการจ่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ทำให้ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ลดลง ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้ดีเซล B7 เป็นหลัก ส่งผลให้ปริมาณการจ่ายน้ำมันที่คลังศรีสะเกษลดลง กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 32.21 ล้านบาท ลดลง 7.36% แต่อัตรากำไรขั้นต้นยังคงสูงที่ 68.62% เนื่องจากต้นทุนบริการส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ กำไรสุทธิอยู่ที่ 20.14 ล้านบาท ลดลง 3.63% โดยมีปัจจัยบวกจากการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยรับและการลดลงของต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายในการบริหาร

สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 39.39 ล้านบาท ลดลง 13.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของรายได้ตามปริมาณการจ่ายน้ำมันของคลังศรีสะเกษเช่นกัน

โอกาส

  • การควบคุมต้นทุนบริการ: บริษัทฯ มีการควบคุมต้นทุนบริการให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการลดลงของรายได้
  • การเพิ่มผลตอบแทนดอกเบี้ย: การนำเงินสดบางส่วนไปฝากประจำช่วยเพิ่มรายได้จากดอกเบี้ยรับ
  • การบริหารค่าใช้จ่าย: การลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหาร เช่น ค่าที่ปรึกษาและค่าประชาสัมพันธ์

ความเสี่ยง

  • มาตรการภาครัฐด้านพลังงาน: ความไม่แน่นอนของมาตรการภาครัฐที่ส่งผลต่อปริมาณการจ่ายน้ำมันและทางเลือกของผู้บริโภค อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง
  • การแข่งขันจากคลังน้ำมันอื่น: การที่สถานีบริการน้ำมันมีทางเลือกในการใช้บริการคลังน้ำมันอื่นมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการใช้บริการคลังน้ำมันของบริษัทฯ
  • ความผันผวนของราคาน้ำมัน: แม้ว่าบริษัทฯ จะไม่ได้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกน้ำมันโดยตรง แต่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรมพลังงาน

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • ทิศทางมาตรการภาครัฐ: การเปลี่ยนแปลงหรือการสิ้นสุดของมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพด้านพลังงาน
  • ปริมาณการจ่ายน้ำมัน: แนวโน้มปริมาณการจ่ายน้ำมันที่คลังศรีสะเกษและขอนแก่น
  • การบริหารต้นทุน: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายในการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การลงทุนในโครงการใหม่: ความคืบหน้าในการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงการใหม่ๆ

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)

ในไตรมาส 2 ปี 2566 PTC ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายภาครัฐที่ต้องการลดภาระค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวกับน้ำมันดีเซล ซึ่งส่งผลให้ความแตกต่างของคุณภาพและราคาของน้ำมันดีเซลลดลง ทำให้ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันมีทางเลือกในการบริหารจัดการสต็อกและต้นทุนได้หลากหลายขึ้น ส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้บริการคลังน้ำมัน โดยเฉพาะที่คลังศรีสะเกษ

แม้ว่ารายได้รวมจะลดลง แต่บริษัทฯ ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูง (68.62%) เนื่องจากลักษณะธุรกิจคลังน้ำมันมีต้นทุนคงที่สูง เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าบุคลากร และค่าสาธารณูปโภค การลดลงของรายได้จึงส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิในสัดส่วนที่น้อยกว่า

การบริหารจัดการกระแสเงินสดเพื่อเพิ่มผลตอบแทนระยะสั้นผ่านการฝากประจำ เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงได้บางส่วน

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 สินทรัพย์รวมของ PTC อยู่ที่ 868.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.68% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 7.02% จากการดำเนินงานปกติ ขณะที่อาคารและอุปกรณ์ลดลงจากการตัดค่าเสื่อมราคา

หนี้สินรวมอยู่ที่ 19.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.86% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สินผลประโยชน์พนักงานและหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี

ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 849.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.61% จากสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2566 จำนวน 39.39 ล้านบาท หักลบด้วยการจ่ายเงินปันผล 33.62 ล้านบาท

สรุปท้าย

PTC ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับความท้าทายจากมาตรการภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการจ่ายน้ำมัน ทำให้รายได้และกำไรสุทธิปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงแสดงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเพิ่มผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน นักลงทุนควรจับตาดูทิศทางมาตรการภาครัฐและแนวโน้มปริมาณการใช้บริการคลังน้ำมันในระยะต่อไป เพื่อประเมินโอกาสในการฟื้นตัวของผลประกอบการ

ยังไม่มีความคิดเห็น