RICHY Q2/2566 พลิกขาดทุนสุทธิลดลง 455% รับรายได้โอนอสังหาฯ หดตัว
รายได้รวมวูบ 26% แต่ต้นทุนบริหารจัดการได้ดี ส่งผลขาดทุนสุทธิลดลงเมื่อเทียบปีก่อน
บริษัท ริชี่ เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ RICHY รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 180.06 ล้านบาท ลดลง 26.12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีผลขาดทุนสุทธิ 22.44 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 455.63% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์จะลดลง แต่การบริหารต้นทุนที่ดีขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจำกัดผลขาดทุน
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่อธิบายผลประกอบการของ RICHY ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลให้รายได้รวมลดลง 26.12% อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จะหดตัว แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้ ผลขาดทุนสุทธิลดลงอย่างมากถึง 455.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุหลักที่ทำให้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ลดลง มาจากการ โอนรับรู้รายได้จากอาคารชุดที่น้อยลง โดยเฉพาะโครงการอาคารชุดหลายแห่งที่มียอดโอนลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เช่น โครงการริชพาร์ค@เจ้าน้ำยา, ริชพาร์ค@เจ้าน้ำยา, ริชพาร์ค@ทริปเปิ้ล สเตชั่น และเดอะริช พระราม 9 - ศรีนครินทร์ ในทางกลับกัน รายได้จากการขายทาวน์โฮมกลับเติบโตได้ดีถึง 90.70% จากโครงการที่เปิดใหม่ เช่น โครงการริชตัน-สวนหลวงพัฒนาการ และโครงการริชตัน-เพิ่มสินดอนเมือง
ในส่วนของต้นทุน บริษัทมีต้นทุนจากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าค่าบริการลดลงจาก 146.21 ล้านบาท เป็น 104.64 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 58.11 ของรายได้รวม เทียบกับปีก่อนที่ 60.00% ของรายได้รวม ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารโดยรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 12.53% ในไตรมาสนี้ โดยมีต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 16.02% เนื่องจากมีการรับรู้รายได้ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงเล็กน้อย 1.71%
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าผลขาดทุนสุทธิจะลดลงอย่างมากในไตรมาสนี้ แต่ปัจจัยหลักยังคงมาจากการลดลงของรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุด ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท การฟื้นตัวของรายได้ในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก เช่น สภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ ความสามารถในการโอนกรรมสิทธิ์ของลูกค้า และการเปิดโครงการใหม่ที่มีศักยภาพ ในขณะที่การเติบโตของรายได้จากทาวน์โฮมเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังไม่สามารถชดเชยการลดลงของรายได้จากอาคารชุดได้ทั้งหมด
Highlight สำคัญ
- รายได้รวมลดลง 26.12%: ในไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 180.06 ล้านบาท ลดลงจาก 243.72 ล้านบาทในปีก่อน
- ขาดทุนสุทธิลดลง 455.63%: บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 22.44 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 28.75 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้อาคารชุดหดตัว: รายได้จากการขายอาคารชุดลดลง 31.77% เป็น 278.13 ล้านบาท จาก 407.66 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้ทาวน์โฮมเติบโต 90.70%: รายได้จากการขายทาวน์โฮมเพิ่มขึ้นเป็น 28.72 ล้านบาท จาก 15.06 ล้านบาทในปีก่อน
- ต้นทุนขายลดลง: ต้นทุนจากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าค่าบริการคิดเป็น 58.11% ของรายได้รวม ลดลงจาก 60.00% ในปีก่อน
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น: ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 11.88% ในไตรมาสนี้ และ 3.09% ในงวด 6 เดือน จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 180.06 ล้านบาท ลดลง 26.12% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการโอนรับรู้รายได้จากอสังหาริมทรัพย์ลดลง 52.82 ล้านบาท หรือ 23.80% แม้รายได้รวมจะลดลง แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนขายได้ดีขึ้น ทำให้ต้นทุนจากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าค่าบริการคิดเป็น 58.11% ของรายได้รวม ลดลงจาก 60.00% ในปีก่อน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 22.09% เป็น 75.42 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 12.53% เป็น 59.54 ล้านบาท โดยเฉพาะต้นทุนในการจัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น 16.02% ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 11.88% เป็น 41.45 ล้านบาท จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนก่อนภาษีเงินได้ 25.56 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิสำหรับงวด 22.44 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 28.75 ล้านบาท
สำหรับงวดหกเดือนปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 324.34 ล้านบาท ลดลง 28.52% โดยมีปัจจัยหลักจากการโอนรับรู้รายได้จากอสังหาริมทรัพย์ลดลง 115.86 ล้านบาท หรือ 27.41% ต้นทุนขายคิดเป็น 58.02% ของรายได้รวม ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 58.09% ทำให้กำไรขั้นต้นลดลง 28.40% เป็น 136.16 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 5.13% เป็น 107.73 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 3.09% เป็น 73.75 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนก่อนภาษีเงินได้ 45.32 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิสำหรับงวด 40.96 ล้านบาท ซึ่งลดลง 442.19% เมื่อเทียบกับปีก่อน
โอกาส
- การเติบโตของรายได้ทาวน์โฮม: การเปิดโครงการทาวน์โฮมใหม่ เช่น โครงการริชตัน-สวนหลวงพัฒนาการ และโครงการริชตัน-เพิ่มสินดอนเมือง สามารถสร้างรายได้เติบโตได้อย่างน่าพอใจถึง 90.70% ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายฐานรายได้ในกลุ่มสินค้าแนวราบ
- การบริหารต้นทุน: บริษัทแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากรายได้ที่ลดลง
ความเสี่ยง
- การพึ่งพารายได้จากอาคารชุด: รายได้หลักของบริษัทยังคงมาจากการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุด ซึ่งมีความผันผวนสูงและได้รับผลกระทบจากสภาวะตลาดและความสามารถในการโอนของผู้ซื้อ
- ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทสูงขึ้น ซึ่งกดดันผลกำไร
- การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์: ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีการแข่งขันสูง ทั้งในด้านราคาและการพัฒนาโครงการใหม่ๆ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มยอดโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุด: ติดตามการรับรู้รายได้จากโครงการอาคารชุดที่เหลืออยู่ และแผนการเปิดโครงการใหม่
- การบริหารต้นทุนขายและค่าใช้จ่าย: ประเมินความสามารถในการควบคุมต้นทุนท่ามกลางภาวะรายได้ที่ยังไม่แน่นอน
- อัตราดอกเบี้ย: ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อต้นทุนทางการเงินและกำลังซื้อของผู้บริโภค
- ยอดขายรอโอน (Backlog): ข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่า backlog จะช่วยประเมินรายได้ที่จะรับรู้ในอนาคต
- แผนการเปิดโครงการใหม่: กลยุทธ์การพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์: ในไตรมาส 2 ปี 2566 รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ที่ 169.07 ล้านบาท ลดลง 52.82 ล้านบาท หรือ 23.80% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้จากอาคารชุดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 129.53 ล้านบาท หรือ 31.77% เป็น 278.13 ล้านบาท เนื่องจากยอดโอนกรรมสิทธิ์จากอาคารชุดส่วนใหญ่รับรู้รายได้น้อยลงกว่าปี 2565 ในขณะที่รายได้จากทาวน์โฮมเติบโตขึ้น 13.66 ล้านบาท หรือ 90.70% เป็น 28.72 ล้านบาท จากการเปิดโครงการใหม่
ต้นทุนขาย: ต้นทุนจากการขายอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าค่าบริการสำหรับงวดสามเดือนปี 2566 อยู่ที่ 104.64 ล้านบาท คิดเป็น 58.11% ของรายได้รวม ลดลงจากปีก่อนที่ 146.21 ล้านบาท คิดเป็น 60.00% ของรายได้รวม ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมอยู่ที่ 59.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.53% โดยต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 16.02% เนื่องจากมีการรับรู้รายได้ลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.71%
ต้นทุนทางการเงิน: ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 11.88% เป็น 41.45 ล้านบาท จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio) เท่ากับ 1.41 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest Bearing Debt to Equity Ratio) เท่ากับ 1.19 เท่า ซึ่งบริษัทยังคงรักษาสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นได้ดี
เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลกระแสเงินสดโดยละเอียด แต่จากผลประกอบการที่ขาดทุนสุทธิ อาจบ่งชี้ถึงกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่อาจยังไม่แข็งแกร่งนัก
สรุปท้าย
RICHY ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับความท้าทายจากรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รายได้รวมหดตัว อย่างไรก็ตาม การบริหารต้นทุนขายที่ดีขึ้นและการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ทำได้ดี ช่วยจำกัดผลขาดทุนสุทธิให้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่าต้นทุนทางการเงินจะปรับตัวสูงขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้น โอกาสในการเติบโตยังคงอยู่ที่การขยายตลาดทาวน์โฮม แต่ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่การพึ่งพารายได้จากอาคารชุดและความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มยอดโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดและแผนการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในอนาคต