ไทยออยล์ Q2/66 กำไรสุทธิวูบ 93% เหลือ 1,117 ล้านบาท รับผลกระทบราคาผลิตภัณฑ์ดิ่ง
รายได้-กำไรทรุดหนัก YoY เหตุราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมดิ่งแรง ขณะที่ขาดทุนสต็อกน้ำมันพุ่ง
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,117 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ปรับลดลงอย่างมาก ประกอบกับผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้จากการขายลดลง 35,425 ล้านบาท
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของไทยออยล์ในไตรมาส 2/2566 ปรับตัวลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Gross Integrated Margin) นอกจากนี้ การขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันผลประกอบการ
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ลดลง: สาเหตุหลักมาจากอุปทานน้ำมันจากรัสเซียที่ยังคงซื้อขายในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์หลักๆ ปรับตัวลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีความกังวลด้านอุปทานมากกว่า
- ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน: ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงในไตรมาส 2/2566 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่งผลให้เกิดการขาดทุนจากการตีมูลค่าสินค้าคงเหลือ (สต็อกน้ำมัน) เป็นจำนวนมาก
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่องในระยะสั้น แต่ต้องติดตามปัจจัยมหภาค
- ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์: แนวโน้มในไตรมาส 3 และ 4 ปี 2566 คาดว่าค่าการกลั่นจะได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม การเปิดดำเนินการของโรงกลั่นใหม่และการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของจีน อาจกดดันค่าการกลั่นในระดับจำกัด
- สต็อกน้ำมัน: การที่กลุ่มโอเปกพลัสมีมติปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติม อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันจากการขาดทุนสต็อกน้ำมันได้ แต่ยังคงต้องจับตาความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมัน
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 93% YoY: อยู่ที่ 1,117 ล้านบาท จาก 15,943 ล้านบาทใน Q2/65
- รายได้จากการขาย Q2/66 ลดลง 25% YoY: อยู่ที่ 108,467 ล้านบาท จาก 143,892 ล้านบาท
- ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 1,929 ล้านบาท: เทียบกับกำไร 7,557 ล้านบาทใน Q2/65
- กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (ไม่รวมสต็อก) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ: อยู่ที่ 4.5 USD/bbl จาก 25.1 USD/bbl ใน Q2/65
- EBITDA Q2/66 ลดลง 86% YoY: อยู่ที่ 4,618 ล้านบาท จาก 32,322 ล้านบาท
- การขายหุ้น GPSC ใน Q2/65 ส่งผลบวกต่อฐานกำไร: ใน Q2/65 มีกำไรจากการขายหุ้น GPSC จำนวน 17,334 ล้านบาท (ก่อนภาษี) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ฐานเปรียบเทียบสูง
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 ไทยออยล์มีรายได้จากการขายรวม 108,467 ล้านบาท ลดลง 7,476 ล้านบาท หรือ 6.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q1/66) และลดลง 35,425 ล้านบาท หรือ 24.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Q2/65) โดยสาเหตุหลักมาจากการปรับลดลงของราคาขายเฉลี่ยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
EBITDA ในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 4,618 ล้านบาท ลดลง 3,564 ล้านบาท หรือ 43.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 17,704 ล้านบาท หรือ 79.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 1,117 ล้านบาท หรือ 0.50 บาทต่อหุ้น ลดลง 3,437 ล้านบาท หรือ 75.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 24,210 ล้านบาท หรือ 95.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (หากไม่รวมกำไรจากการขายหุ้น GPSC ใน Q2/65 จะเห็นผลประกอบการจากการดำเนินงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ)
สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2566 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 5,671 ล้านบาท ลดลง 26,839 ล้านบาท หรือ 82.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
โอกาส
- แนวโน้มค่าการกลั่นที่ดีขึ้นในครึ่งปีหลัง: ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในช่วงเทศกาลขับขี่และฤดูหนาว รวมถึงการฟื้นตัวของการเดินทางทางอากาศ คาดว่าจะช่วยหนุนค่าการกลั่น
- การลงทุนในโครงการ Clean Fuel Project (CFP): โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความยืดหยุ่นในการกลั่นน้ำมันดิบหลากหลายชนิด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
- การปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+: อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม: ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่แน่นอน อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และราคาน้ำมัน
- การเปิดดำเนินการของโรงกลั่นใหม่และการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของจีน: อาจส่งผลกดดันค่าการกลั่นในระดับจำกัด
- ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: การอ่อนค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ
- ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น: โดยเฉพาะในธุรกิจเอทานอลที่ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นมาก
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทางราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์: ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อผลประกอบการในไตรมาสถัดไป
- ความคืบหน้าของโครงการ Clean Fuel Project (CFP): การทยอยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2567 จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
- การบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน: เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน
- ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและจีน: ต่อความต้องการใช้น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
- การบริหารจัดการต้นทุนในธุรกิจเอทานอล: เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ - โรงกลั่นน้ำมัน)
ผลการดำเนินงานธุรกิจการกลั่นน้ำมัน:
- อัตราการใช้กำลังการกลั่น: ใน Q2/66 อยู่ที่ 113% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก Q1/66
- กำไรขั้นต้นจากการกลั่น (ไม่รวมสต็อก): ลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 4.5 USD/bbl จาก 10.0 USD/bbl ใน Q1/66 และ 25.1 USD/bbl ใน Q2/65 สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับลดลง
- ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน: อยู่ที่ 1,929 ล้านบาท เทียบกับกำไร 7,557 ล้านบาทใน Q2/65
- EBITDA: ลดลงอย่างมากมาอยู่ที่ 2,272 ล้านบาท จาก 32,330 ล้านบาทใน Q2/65
- กำไรสุทธิ: ขาดทุนสุทธิ 179 ล้านบาท เทียบกับกำไร 25,543 ล้านบาทใน Q2/65 (หากรวมกำไรจากการขายหุ้น GPSC ใน Q2/65 จะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น)
ผลการดำเนินงานธุรกิจสารอะโรเมติกส์:
- ราคาผลิตภัณฑ์: ราคาสารพาราไซลีนปรับลดลงเล็กน้อย ขณะที่ราคาเบนซีนและโทลูอีนปรับลดลง
- ส่วนต่างราคา: ส่วนต่างราคาสารพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนต่างราคาสารเบนซีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ปรับตัวลดลง และส่วนต่างราคาสารโทลูอีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ปรับตัวเพิ่มขึ้น
- Product-to-feed Margin ของ TPX: ลดลง 16 USD/Ton จาก Q1/66 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ Q2/65
- กำไรสุทธิ TPX: เพิ่มขึ้นเป็น 225 ล้านบาท จากขาดทุน 875 ล้านบาทใน Q2/65
ผลการดำเนินงานธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด (LAB):
- ราคา LAB: ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบ
- ส่วนต่างราคา LAB กับวัตถุดิบ: ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
- อัตรากำไรขั้นต้น: ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า
- EBITDA ของ LABIX: เพิ่มขึ้น 43 ล้านบาทจาก Q1/66
- กำไรสุทธิ LABIX: เพิ่มขึ้น 49 ล้านบาทจาก Q1/66
ผลการดำเนินงานธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน:
- ราคาผลิตภัณฑ์: ราคา 500SN และ Bitumen ปรับตัวลดลง
- ส่วนต่างราคา: ส่วนต่างราคาน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกับน้ำมันเตาปรับตัวลดลง ขณะที่ส่วนต่างราคายางมะตอยกับน้ำมันเตาปรับตัวเพิ่มขึ้น
- Product-to-feed Margin ของ TLB: ลดลง 36 USD/Ton จาก Q1/66
- EBITDA ของ TLB: ลดลง 369 ล้านบาทจาก Q1/66
- กำไรสุทธิของ TLB: ลดลง 310 ล้านบาทจาก Q1/66
ผลการดำเนินงานธุรกิจผลิตไฟฟ้า:
- รายได้จากการขาย TOP SPP: เพิ่มขึ้น 799 ล้านบาทจาก Q1/66 จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขยายกำลังการผลิต
- EBITDA ของ TOP SPP: เพิ่มขึ้น 257 ล้านบาทจาก Q1/66
- กำไรสุทธิ TOP SPP: ลดลง 39 ล้านบาทจาก Q1/66 เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการรีไฟแนนซ์เงินกู้ยืม
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 66 อยู่ที่ 406,956 ล้านบาท ลดลง 8% จากสิ้นปี 65 สาเหตุหลักจากเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นลดลงตามผลประกอบการและเงินปันผลจ่าย รวมถึงลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือที่ลดลงตามราคาน้ำมัน
- หนี้สินรวม: ณ 30 มิ.ย. 66 อยู่ที่ 251,111 ล้านบาท ลดลง 12% จากสิ้นปี 65 สาเหตุหลักจากเจ้าหนี้การค้าและเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ลดลง
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ 30 มิ.ย. 66 อยู่ที่ 155,845 ล้านบาท ลดลง 2% จากสิ้นปี 65 จากผลกำไรสุทธิหักลบกับเงินปันผลจ่าย
- กระแสเงินสด: 6 เดือนแรกปี 66 มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 13,818 ล้านบาท ใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 8,274 ล้านบาท และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 16,870 ล้านบาท ส่งผลให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงสุทธิ 11,326 ล้านบาท
สรุปท้าย
ผลประกอบการของไทยออยล์ในไตรมาส 2 ปี 2566 ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปรับตัวลดลงของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน แม้ว่าธุรกิจโรงกลั่นจะมีการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น แต่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็กดดันผลกำไรอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในครึ่งปีหลังคาดว่าจะดีขึ้นจากปัจจัยฤดูกาลและความพยายามในการบริหารจัดการสต็อกและต้นทุน รวมถึงการเดินหน้าโครงการ CFP ที่จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว แต่ยังคงต้องจับตาความผันผวนของราคาน้ำมันและภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ