เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PRINC กำไร Q2/66 พลิกขาดทุนหนัก 385.7 ล้านบาท รับผลกระทบโควิดซาลง-ต้นทุนพุ่ง
ข่าวสาร

PRINC กำไร Q2/66 พลิกขาดทุนหนัก 385.7 ล้านบาท รับผลกระทบโควิดซาลง-ต้นทุนพุ่ง

PRINC P/E -100.00 YIELD 0.69
1 อาทิตย์ 00:50 น. 0 ความเห็น

รายได้หด 26.6% สวนทางธุรกิจอสังหาฯ ฟื้นตัว ขณะที่ค่าใช้จ่ายพิเศษกดดันผลประกอบการ

บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 385.7 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 165.5 ล้านบาท โดยมีรายได้รวม 1,285.0 ล้านบาท ลดลง 26.6% เป็นผลหลักจากรายได้ธุรกิจโรงพยาบาลที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่สูงขึ้นและการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการยังคงติดลบ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ PRINC ในไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน มาจาก การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ โดยเฉพาะรายได้ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ที่หายไป ประกอบกับ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนต่างๆ และ รายการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-time expense) จำนวน 197.8 ล้านบาท

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • รายได้ธุรกิจโรงพยาบาลลดลง: สาเหตุหลักมาจากการที่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง ทำให้รายได้จากการรักษาพยาบาลและวัคซีนที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ลดลงอย่างมาก แม้ว่ารายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 จะเพิ่มขึ้น 37.4% จากอุปสงค์ที่ชะงักไปในช่วงก่อนหน้า และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยรายได้ส่วนที่หายไปได้ทั้งหมด นอกจากนี้ โรงพยาบาลที่เปิดใหม่และโรงพยาบาลในกลุ่มคลินิกเวชกรรมก็มีรายได้ลดลงเช่นกัน
  • ต้นทุนเพิ่มขึ้น: บริษัทฯ มีต้นทุนคงที่บางรายการที่ยังไม่เหมาะสมกับรายได้ที่ลดลง เช่น ต้นทุนพนักงานและค่าแพทย์ รวมถึงต้นทุนค่าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินยังเพิ่มขึ้น 40.5% จากการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
  • รายการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว: ในไตรมาสนี้ มีการรับรู้ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับลูกหนี้การค้าของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกี่ยวกับโควิด-19 เป็นจำนวน 197.8 ล้านบาท เนื่องจากผู้บริหารพิจารณาว่าลูกหนี้ดังกล่าวมีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ลักษณะครั้งคราว (โดยมีแนวโน้มดีขึ้นในอนาคต)

รายการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 197.8 ล้านบาท เป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและไม่น่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของรายได้ธุรกิจโรงพยาบาลอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากต้องพึ่งพากลุ่มลูกค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจโลก บริษัทฯ คาดการณ์ว่าผลประกอบการจะดีขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 2566 จากการเพิ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง การขยายธุรกิจ และการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างจริงจัง

Highlight สำคัญ

  • ขาดทุนสุทธิ 385.7 ล้านบาท: พลิกจากกำไร 165.5 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
  • รายได้รวม 1,285.0 ล้านบาท: ลดลง 26.6% YoY
  • รายได้ธุรกิจโรงพยาบาล 1,146.7 ล้านบาท: ลดลง 30.4% YoY จากผลกระทบโควิด-19 ที่ลดลง
  • รายได้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 138.3 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 31.9% YoY จากอัตราการเข้าพักและ ADR ที่สูงขึ้น
  • กำไรขั้นต้น 191.6 ล้านบาท: ลดลง 65.3% YoY จากรายได้โรงพยาบาลที่ลดลงและต้นทุนคงที่สูง
  • ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 536.1 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 64.9% YoY โดยมีรายการตั้งสำรองหนี้เสีย 197.8 ล้านบาท
  • ต้นทุนทางการเงิน 56.0 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 40.5% YoY จากเงินกู้ยืมและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
  • หนี้สินรวม 7,555.6 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 1.3% จากสิ้นปี 2565
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 0.84 เท่า: สูงขึ้นจาก 0.78 เท่า

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 1,285.0 ล้านบาท ลดลง 26.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจการให้บริการทางการแพทย์ที่มีรายได้ 1,146.7 ล้านบาท ลดลง 30.4% เนื่องจากรายได้ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ลดลงอย่างมาก แม้ว่ารายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 จะเพิ่มขึ้น 37.4% จากทุกโรงพยาบาล และโรงพยาบาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นถึง 548.8% ขณะที่โรงพยาบาลที่เปิดใหม่มีรายได้ 54.5 ล้านบาท และธุรกิจสถานพยาบาลขนาดย่อมมีรายได้ลดลง 48.9% จากการให้บริการโควิด-19 Home Isolation ที่ลดลง

ในทางกลับกัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีรายได้ 138.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.9% โดยโครงการ Marriott Executive Apartments Sathorn Vista กรุงเทพฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น 64.3% จาก Occupancy Rate ที่สูงขึ้นเป็น 80.9% และ ADR ที่เพิ่มขึ้นเป็น 4,416 บาท ส่วนโครงการ Somerset Ekamai Bangkok มีรายได้เพิ่มขึ้น 24.5% จาก Occupancy Rate ที่สูงขึ้นเป็น 82.8%

อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 191.6 ล้านบาท ลดลง 65.3% เนื่องจากธุรกิจโรงพยาบาลมีรายได้ลดลงและมีต้นทุนคงที่สูง ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ในขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีกำไรขั้นต้นสูงขึ้นจากการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวม 536.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.9% โดยมีรายการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับลูกหนี้ สปสช. โควิด-19 จำนวน 197.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ประกอบกับค่าใช้จ่ายบุคลากร การตลาด และการดำเนินงานของโรงพยาบาลยังคงอยู่ในระดับสูง

ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 40.5% เป็น 56.0 ล้านบาท จากเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิสำหรับงวด 385.7 ล้านบาท โดยเป็นส่วนขาดทุนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 374.4 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,495.3 ล้านบาท ลดลง 35.0% โดยมีผลขาดทุนสุทธิ 540.0 ล้านบาท (หากไม่รวมรายการครั้งเดียว จะขาดทุน 342.2 ล้านบาท)

โอกาส

  • การขยายศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง: บริษัทฯ มีแผนเปิดให้บริการศูนย์การแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลต่างๆ มากขึ้น เช่น โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ที่จะรองรับ Tertiary Care โดยเปิดศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ศูนย์มะเร็ง ศูนย์สมองและระบบประสาท ศูนย์ผ่าตัดแผลเล็ก และศูนย์โรคเรื้อรังสำหรับผู้สูงอายุ
  • การฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรม: การผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากมาเลเซีย รัสเซีย และอินเดีย บริษัทฯ ตั้งเป้าให้รายได้ธุรกิจโรงแรมในปี 2566 กลับมาใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19
  • การขยายธุรกิจเฮลท์แคร์: มีการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในด้านทันตกรรมเฉพาะทาง และคลินิกเวชกรรมใกล้บ้านใกล้ใจที่ร่วมมือกับ สปสช. ให้บริการ Telemedicine และขยายฐานลูกค้าประกัน
  • การปรับปรุงอาคารสำนักงาน: อาคารบางกอกบิสซิเนสเซ็นเตอร์ มีการปรับปรุงระบบต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้เช่าที่เปลี่ยนไป

ความเสี่ยง

  • การแข่งขันในธุรกิจโรงพยาบาล: แม้ว่าจะมีแผนขยายศูนย์เฉพาะทาง แต่ธุรกิจโรงพยาบาลยังคงมีการแข่งขันสูง
  • ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก: ธุรกิจโรงแรมยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ภาวะเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
  • ความเสี่ยงด้านเครดิต: การรับรู้ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับลูกหนี้ สปสช. โควิด-19 สะท้อนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
  • ต้นทุนที่สูงขึ้น: ต้นทุนพลังงานและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินและต้นทุนการดำเนินงาน

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • การฟื้นตัวของรายได้ธุรกิจโรงพยาบาล: โดยเฉพาะรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
  • ประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย: โดยเฉพาะต้นทุนคงที่และต้นทุนทางการเงิน
  • ความคืบหน้าในการขยายศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง: และผลตอบรับจากผู้ใช้บริการ
  • แนวโน้ม Occupancy Rate และ ADR ของธุรกิจโรงแรม: ในช่วงครึ่งปีหลัง
  • การบริหารจัดการหนี้สิน: และการรักษาระดับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)

  • ธุรกิจโรงพยาบาล:
    • รายได้: ลดลง 30.4% YoY โดยโรงพยาบาลเดิมรายได้ลดลง 34.1% จากโควิด-19 ที่ลดลง แต่รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับโควิด-19 เพิ่มขึ้น 37.4% โรงพยาบาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้น 548.8% โรงพยาบาลที่เปิดใหม่มีรายได้ 54.5 ล้านบาท คลินิกเวชกรรมรายได้ลดลง 48.9% จาก Home Isolation ที่ลดลง
    • กำไรขั้นต้น: ลดลง 65.3% YoY เนื่องจากรายได้โรงพยาบาลลดลง ต้นทุนคงที่สูง และต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น
    • การขยายบริการ: มีการเปิดให้บริการศูนย์เฉพาะทางต่างๆ เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า เส้นเลือดขอด ผ่าตัดเปิดหัวใจ และการขยายความร่วมมือด้านทันตกรรม
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์:
    • รายได้: เพิ่มขึ้น 31.9% YoY
    • โครงการ Marriott Executive Apartments Sathorn Vista: Occupancy Rate เพิ่มเป็น 80.9% ADR เพิ่มเป็น 4,416 บาท
    • โครงการ Somerset Ekamai Bangkok: Occupancy Rate เพิ่มเป็น 82.8% จากลูกค้า Service Apartment และ Short stay
    • อาคาร Bangkok Business Center: รายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2.2% เนื่องจากความต้องการเช่าสำนักงานชะลอตัว

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

  • สินทรัพย์รวม 17,333.2 ล้านบาท: ลดลง 2.5% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสินทรัพย์ทางการเงินลดลง 552.0 ล้านบาท และลูกหนี้การค้าลดลง 521.5 ล้านบาท แต่สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 523.3 ล้านบาท จากการซื้อบริษัทย่อย
  • หนี้สินรวม 7,555.6 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 1.3% จากสิ้นปี 2565 โดยเงินกู้ยืมสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 177.9 ล้านบาท และหนี้สินตามสัญญาเช่าเพิ่มขึ้น 16.6 ล้านบาท
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,992.7 ล้านบาท: ลดลง 5.4% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากผลขาดทุนสุทธิ
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.84 เท่า: สูงขึ้นจาก 0.78 เท่า ณ สิ้นปี 2565

สรุปท้าย

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 ของ PRINC สะท้อนถึงความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อรายได้หลักจากธุรกิจโรงพยาบาล ประกอบกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและรายการค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ทำให้บริษัทฯ พลิกขาดทุน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการขยายธุรกิจเฮลท์แคร์ รวมถึงแผนการควบคุมต้นทุนที่เข้มข้นขึ้น เป็นปัจจัยที่ต้องจับตาเพื่อการฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรม

ยังไม่มีความคิดเห็น