MAJOR CINEPLEX กำไร Q2/2566 พุ่ง 306% รับอานิสงส์หนังทำเงิน-คุมต้นทุน
รายได้-กำไรโตแรงจากภาพยนตร์ฮิต-บริหารค่าใช้จ่ายมีประสิทธิภาพ ขณะที่กำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนหนุนผลประกอบการ
บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 532 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 306% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 131 ล้านบาท การเติบโตนี้เป็นผลมาจากรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการเข้าฉายของภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมหลายเรื่อง ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทยังรับรู้รายการพิเศษจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 346 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิเติบโตโดดเด่น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ MAJOR ในไตรมาส 2/2566 คือ การฟื้นตัวของรายได้จากการขายและบริการที่เติบโตถึง 39% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากจำนวนภาพยนตร์เข้าฉายที่เพิ่มขึ้นและภาพยนตร์หลายเรื่องได้รับความนิยมอย่างสูง ประกอบกับ การบริหารจัดการต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สัดส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลง นอกจากนี้ รายการพิเศษจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของรายได้มาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ จำนวนภาพยนตร์เข้าฉายที่เพิ่มขึ้น และ ภาพยนตร์ได้รับความนิยมสูง โดยมีภาพยนตร์ต่างประเทศที่ทำรายได้ดี เช่น Fast and Furious X, Guardians of the Galaxy Volume 3, Transformers Rise of the Beasts และภาพยนตร์ไทยที่ประสบความสำเร็จ เช่น บ้านเช่าบูชายัญ, เสือเผ่น ๑, เซียนหรั่ง ซึ่งส่งผลให้จำนวนผู้เข้าชมภาพยนตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มนอกเหนือจากบริเวณโรงภาพยนตร์ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค
ในด้านการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย แม้ต้นทุนขายและบริการจะเพิ่มขึ้น 28% ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้กลับลดลงจาก 73% เป็น 67% สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 19% แต่สัดส่วนค่าใช้จ่ายบริหารต่อรายได้ลดลงจาก 21% เป็น 18% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์
ส่วนรายการพิเศษที่เข้ามาสนับสนุนกำไรสุทธิ คือ กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 346 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่องในแง่ของการดำเนินงานปกติ แต่รายการพิเศษมีลักษณะครั้งคราว สำหรับการเติบโตของรายได้จากการดำเนินงานปกติ คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการเข้าฉายของภาพยนตร์ที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป และการขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนรายการพิเศษเพิ่มขึ้น 70% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจหลักอย่างแท้จริง ส่วนรายการพิเศษจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนนั้นเป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวและไม่น่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสถัดไป
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิพุ่ง 306% YoY: อยู่ที่ 532 ล้านบาท จาก 131 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้จากการขายและบริการโต 39% YoY: อยู่ที่ 2,283 ล้านบาท จาก 1,639 ล้านบาท
- กำไรจากการดำเนินงานก่อนรายการพิเศษโต 70% YoY: อยู่ที่ 245 ล้านบาท จาก 144 ล้านบาท
- รับรู้กำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน: จำนวน 346 ล้านบาท
- สัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้ลดลง: จาก 73% เป็น 67%
- สัดส่วนค่าใช้จ่ายบริหารต่อรายได้ลดลง: จาก 21% เป็น 18%
- รายได้อื่นลดลง 84% YoY: เนื่องจากปีก่อนมีรายการชดเชยประกันภัยและส่วนลดค่าเช่า
ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 306% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 131 ล้านบาท โดยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนรายการพิเศษเท่ากับ 245 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% จาก 144 ล้านบาทในปีก่อน รายได้จากการขายและบริการรวม 2,283 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จาก 1,639 ล้านบาทในปีก่อน ต้นทุนขายและบริการรวม 1,532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จาก 1,201 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวม 531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จาก 447 ล้านบาทในปีก่อน รายได้อื่นลดลง 84% จาก 127 ล้านบาทในปีก่อน
โอกาส
- ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เข้าฉายต่อเนื่อง: การมีภาพยนตร์ต่างประเทศและภาพยนตร์ไทยที่ได้รับความนิยมสูงเข้าฉายอย่างสม่ำเสมอเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้หลัก
- การขยายช่องทางการจำหน่าย: การเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มนอกเหนือจากโรงภาพยนตร์ช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวลูกค้า
- การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มอัตรากำไร
- การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมบันเทิง: การกลับมาของกิจกรรมสันทนาการหลังสถานการณ์โควิด-19 สนับสนุนการเข้าชมภาพยนตร์
ความเสี่ยง
- การแข่งขันในอุตสาหกรรม: การแข่งขันจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและแหล่งบันเทิงอื่นๆ อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้เข้าชมภาพยนตร์
- ความไม่แน่นอนของภาพยนตร์: ความสำเร็จของภาพยนตร์แต่ละเรื่องมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับกระแสตอบรับของผู้ชม
- ภาวะเศรษฐกิจ: สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อความบันเทิง
- ต้นทุนการดำเนินงาน: ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน เช่น ค่าเช่า ค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร อาจปรับตัวสูงขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- จำนวนผู้เข้าชมภาพยนตร์ในไตรมาส 3/2566: ติดตามแนวโน้มการเข้าชมภาพยนตร์ในช่วงฤดูร้อนและเทศกาล
- ภาพยนตร์ที่เตรียมเข้าฉาย: ประเมินศักยภาพของภาพยนตร์ที่จะเข้าฉายในไตรมาสถัดไป
- การบริหารจัดการต้นทุน: การรักษาประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
- การขยายช่องทางจำหน่าย: ความสำเร็จของการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการอื่นๆ
- ผลกระทบจากรายการพิเศษ: การดำเนินงานปกติของบริษัทหลังจากไม่มีรายการพิเศษจากการขายเงินลงทุน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เทคโนโลยี)
ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจโรงภาพยนตร์ MAJOR ถือเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมบันเทิงที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยี แม้จะไม่ได้เป็นบริษัทเทคโนโลยีโดยตรง แต่การดำเนินธุรกิจต้องอาศัยการปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัล
- Product Mix: รายได้หลักมาจากตั๋วภาพยนตร์และรายได้จากสินค้าที่ระลึก (ป๊อปคอร์น เครื่องดื่ม) การที่ภาพยนตร์ทำเงินได้ดีส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการขายตั๋วและสินค้าที่ระลึก การเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเหล่านี้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มรายได้ต่อลูกค้า
- Recurring Revenue/Subscription: ปัจจุบัน MAJOR ยังไม่มีโมเดลรายได้แบบ Recurring Revenue หรือ Subscription ที่ชัดเจนเหมือนธุรกิจซอฟต์แวร์ แต่การสร้างฐานลูกค้าประจำผ่านบัตรสมาชิกหรือแอปพลิเคชัน อาจเป็นแนวทางในการสร้างความภักดีและกระตุ้นการกลับมาใช้บริการ
- R&D: แม้จะไม่ได้มีการลงทุนด้าน R&D ในลักษณะเดียวกับบริษัทเทคโนโลยี แต่การลงทุนในการปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า เช่น การอัปเกรดเทคโนโลยีโรงภาพยนตร์ (ระบบเสียง ภาพ) หรือการพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบจองตั๋ว ถือเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- ลูกค้าหลัก: กลุ่มลูกค้าหลักคือประชาชนทั่วไปที่ต้องการความบันเทิง การทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าผ่านข้อมูลการขายและการตลาดเป็นสิ่งสำคัญ
- Margin: อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ต้นทุนสินค้า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษา Margin
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
(เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสด เช่น สินทรัพย์ หนี้สิน D/E หรือกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน/ลงทุน/จัดหาเงิน จึงไม่สามารถสรุปในส่วนนี้ได้)
สรุปท้าย
MAJOR โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 สุดแข็งแกร่ง ด้วยกำไรสุทธิที่พุ่งสูงถึง 306% จากการกลับมาของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานปกติที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีรายการพิเศษจากการขายเงินลงทุนเข้ามาสนับสนุน แต่แนวโน้มการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้น บ่งชี้ถึงศักยภาพในการฟื้นตัวของธุรกิจโรงภาพยนตร์ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความต่อเนื่องของภาพยนตร์ที่น่าสนใจและปัจจัยเสี่ยงด้านการแข่งขันและภาวะเศรษฐกิจ เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป