เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
NEP ขาดทุนลดลง Q2/2566 รับผลบวกจากบริษัทร่วม แม้รายได้จากการขายวูบ
ข่าวสาร

NEP ขาดทุนลดลง Q2/2566 รับผลบวกจากบริษัทร่วม แม้รายได้จากการขายวูบ

NEP P/E 54.41 YIELD 0.00
2 อาทิตย์ 08:32 น. 0 ความเห็น

รายได้จากการขายกระสอบพลาสติกหดตัว 60% แต่ภาพรวมขาดทุนสุทธิลดลง 8.21 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนและส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้น

บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ NEP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีผลขาดทุนสุทธิ 4.19 ล้านบาท ลดลง 8.21 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 12.40 ล้านบาท แม้รายได้จากการขายจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 60.07% จากการยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนขายได้ดีขึ้น ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดผลขาดทุนสุทธิลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลขาดทุนสุทธิของ NEP ในไตรมาส 2 ปี 2566 ลดลง 8.21 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) การบริหารต้นทุนขายที่ลดลงในอัตราที่เร็วกว่ารายได้จากการขาย และ 2) ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • การบริหารต้นทุนขาย: แม้รายได้จากการขายจะลดลง 49.91 ล้านบาท (60.07%) เนื่องจากยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก แต่ต้นทุนขายลดลง 46.40 ล้านบาท (54.50%) ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้นและยังคงมีผลขาดทุนขั้นต้น 16.80% อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขายกระสอบพลาสติกเป็นการ Outsourcing หรือ Trading โดยว่าจ้างผลิตจากพันธมิตร ทำให้มีกำไรขั้นต้นจากการขายกระสอบพลาสติกที่แน่นอนขึ้น
  • ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 3.81 ล้านบาท (36.29%) จาก 10.50 ล้านบาท เป็น 14.31 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทร่วมมีผลกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 6.65 ล้านบาท (42.90%) จากการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้กระชับและลดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงค่าตอบแทนผู้บริหารที่ลดลง 1.18 ล้านบาท (45.86%) จากการลาออกของบุคลากรฝ่ายการตลาดและขาย และการที่ผู้ถือหุ้นไม่อนุมัติค่าตอบแทนกรรมการ

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของกำไรจากบริษัทร่วมที่ระบุว่ามีผลกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ส่วนการบริหารต้นทุนขายจากการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจกระสอบพลาสติกเป็นการ Outsourcing/Trading คาดว่าจะช่วยสร้างกำไรขั้นต้นที่แน่นอนได้ อย่างไรก็ตาม การที่ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging มียอดขายและผลผลิตยังน้อยกว่าเป้าหมาย ทำให้กำลังการผลิตไม่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ และการควบคุมของเสียยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อาจเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรในระยะสั้น บริษัทมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และขยายการขาย Flexible Packaging อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากทำได้ตามแผน จะช่วยเพิ่มยอดขายและครอบคลุมต้นทุนคงที่ได้ในอนาคต

Highlight สำคัญ

  • ขาดทุนสุทธิลดลง 66%: ไตรมาส 2 ปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 4.19 ล้านบาท ลดลง 8.21 ล้านบาท (66.21%) จากขาดทุน 12.40 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้จากการขายวูบ 60%: รายได้จากการขายอยู่ที่ 33.17 ล้านบาท ลดลง 49.91 ล้านบาท (60.07%) จากการยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก
  • กำไรจากบริษัทร่วมโต 36%: ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 3.81 ล้านบาท (36.29%) เป็น 14.31 ล้านบาท
  • ต้นทุนขายลดลงตามยอดขาย: ต้นทุนขายลดลง 46.40 ล้านบาท (54.50%) แต่ยังคงมีผลขาดทุนขั้นต้น 16.80%
  • ค่าใช้จ่ายบริหารลดลง: ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 6.65 ล้านบาท (42.90%) จากการปรับโครงสร้างองค์กร

ภาพรวมผลประกอบการ

ไตรมาส 2 ปี 2566: บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 4.19 ล้านบาท ลดลง 8.21 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 ที่ขาดทุน 12.40 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขาย 33.17 ล้านบาท ลดลง 60.07% จาก 83.08 ล้านบาท เนื่องจากยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก ต้นทุนขายลดลง 54.50% ส่งผลให้มีผลขาดทุนขั้นต้น 16.80% อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 3.81 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 6.65 ล้านบาท

งวด 6 เดือน ปี 2566: บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 10.32 ล้านบาท ลดลง 13.82 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 24.14 ล้านบาท รายได้จากการขายรวม 68.49 ล้านบาท ลดลง 60.93% จาก 175.32 ล้านบาท ต้นทุนขายลดลง 57.68% ทำให้มีผลขาดทุนขั้นต้น 12.58% ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 5.27 ล้านบาท

โอกาส

  • ธุรกิจ Flexible Packaging: บริษัทมีแผนเร่งขยายการขาย Flexible Packaging โดยวิเคราะห์ลูกค้า คู่แข่ง ตลาด และวางแผนการตลาดเพื่อพัฒนาสินค้า (Product Innovation) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มกำไรสะสมและครอบคลุมต้นทุนคงที่
  • สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่และพัฒนาผลิตภัณฑ์: มีแผนสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product) ที่เข้าถึงลูกค้าทุกช่องทาง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added)
  • บริการให้คำปรึกษา: เน้นบริการเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบและวางแผนธุรกิจด้าน Flexible Packaging
  • หาคู่ค้าทางธุรกิจ (Partner): เพื่อขยายธุรกิจ Packaging เพิ่มช่องทางการขาย ลดต้นทุนการผลิต ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งมอบ
  • การพัฒนาทักษะพนักงาน: เน้น Technology Transfer และการใช้เครื่องมือช่วยในการทำงาน เช่น Data Base, Software Analysis เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมของเสีย

ความเสี่ยง

  • ยอดขาย Flexible Packaging ต่ำกว่าเป้า: ผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging มียอดขายและผลผลิตที่ยังน้อยกว่าเป้าหมาย ทำให้กำลังการผลิตไม่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ (Fixed Cost)
  • ประสิทธิภาพการผลิตและของเสีย: การควบคุมของเสียยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งบริษัทต้องเร่งแก้ปัญหา
  • ต้นทุนต่อหน่วยสูง: ยังคงมีผลขาดทุนขั้นต้นอยู่ เนื่องจากต้นทุนต่อหน่วยที่สูง
  • เศรษฐกิจโลกผันผวน: ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์โควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและบริษัท

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • การฟื้นตัวของยอดขาย Flexible Packaging: ความสามารถในการเพิ่มยอดขายและผลผลิตให้เป็นไปตามเป้าหมาย
  • ประสิทธิภาพการผลิตและการควบคุมของเสีย: การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและลดของเสีย
  • การขยายธุรกิจผ่าน Partner Strategy: ความสำเร็จในการหาพันธมิตรเพื่อเพิ่มยอดขายและกำไร
  • ผลประกอบการของบริษัทร่วม: การเติบโตของกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม
  • การบริหารต้นทุนวัตถุดิบ: การทำ Frame Supplier Contract และการหา Supplier รายใหม่เพื่อแข่งขันด้านราคา

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

  • Utilization: ระบุว่าผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging มียอดขายและผลผลิตที่ยังน้อยกว่าเป้าหมาย ทำให้กำลังการผลิตไม่ครอบคลุมกับต้นทุนคงที่ (Fix cost) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม
  • Order Book: ไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่กล่าวถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และร่วมกับลูกค้า ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการสร้างคำสั่งซื้อในอนาคต
  • ราคาวัตถุดิบ: มีการบันทึกขาดทุนจากวัตถุดิบเสื่อมสภาพ 1.33 ล้านบาท และขาดทุนจากมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับ 0.88 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความผันผวนของราคาหรือการบริหารจัดการสต็อก
  • GPM: ยังคงมีผลขาดทุนขั้นต้น (GPM ติดลบ) ที่ร้อยละ 16.80 ในไตรมาส 2/2566 และ 12.58% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 แม้จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจกระสอบพลาสติก
  • ส่งออก: ไม่ได้ระบุข้อมูลการส่งออกโดยตรง
  • ค่าเงิน: ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • สินค้าคงคลัง: มีการลดลงของสินค้าคงเหลือ 1.48 ล้านบาท ซึ่งสัมพันธ์กับยอดขายที่ลดลง

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

  • สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 639.17 ล้านบาท ลดลง 1.98% จากสิ้นปี 2565 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 24.07% จากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดที่ลดลงจากการขาดทุนจากการดำเนินงาน และลูกหนี้การค้า/สินค้าคงเหลือที่ลดลงตามยอดขาย
  • หนี้สินรวม: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 46.01 ล้านบาท ลดลง 5.31% จากสิ้นปี 2565 โดยหนี้สินหมุนเวียนลดลงจากการสั่งซื้อวัตถุดิบลดลง และหนี้สินตามสัญญาเช่าที่ลดลง
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 593.16 ล้านบาท ลดลง 1.71% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2566 จำนวน 10.32 ล้านบาท
  • กระแสเงินสด: ไม่ได้ระบุข้อมูลกระแสเงินสดโดยตรง แต่การลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 6.76 ล้านบาท สะท้อนถึงผลขาดทุนจากการดำเนินงาน

สรุปท้าย

NEP ในไตรมาส 2 ปี 2566 สามารถลดผลขาดทุนสุทธิลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้รายได้จากการขายจะลดลงอย่างมากจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ แต่การบริหารต้นทุนขายที่ลดลงในอัตราที่ใกล้เคียงกับยอดขาย ประกอบกับการเติบโตของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ดี เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยพลิกสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่การเพิ่มยอดขายและประสิทธิภาพการผลิตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ซึ่งบริษัทมีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ พัฒนาสินค้า และหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต โดยต้องจับตาการดำเนินการตามแผนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ยังไม่มีความคิดเห็น