เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
MANRIN สรุปผลประกอบการ Q2/2566
ข่าวสาร

MANRIN สรุปผลประกอบการ Q2/2566

MANRIN P/E 14.50 YIELD 1.19
เมื่อวาน 08:02 น. 0 ความเห็น

PROSPER ENGINEERING PCL. (PROS) Q2/2566: รายได้หด 28% ขาดทุนสุทธิพุ่ง 104% รับผลกระทบต้นทุนวัสดุ-แรงงานพุ่ง

ฝ่ายบริหาร PROS ชี้ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2566 คาดการลงทุนภาครัฐและเอกชนจะฟื้นตัว หนุนการเติบโตภาคการก่อสร้าง แต่บริษัทยังคงเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัสดุและค่าแรง

PROS เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2566 มีรายได้จากการขายและบริการ 368.14 ล้านบาท ลดลง 28.47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุหลักมาจากการรับรู้รายได้ตามความเหมาะสมของงานก่อสร้างที่ล่าช้าของโครงการ 60 จุดจร และโครงการ INSIDE BANGKOK SUKHUMVIT ที่เตรียมส่งมอบงานในไตรมาส 2/2566 อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีกลุ่มงานที่สามารถรับรู้รายได้ได้ตามความเหมาะสมของงาน เช่น โครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าหลัก, โครงการก่อสร้างโรงงานผลิต Girder รถไฟคู่, โครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม และโครงการราชดำริ 12

สำหรับต้นทุนการขายและบริการอยู่ที่ 528.10 ล้านบาท ลดลง 11.97% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ขาดทุนจากการขายและบริการอยู่ที่ 159.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 85.22 ล้านบาทในปีก่อน คิดเป็นอัตราขาดทุนที่ 43.45% และ 16.56% ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากการรับรู้ต้นทุนวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงที่สูงขึ้น

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 5.83% เป็น 47.36 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น

ส่งผลให้บริษัทยังคงมีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2/2566 จำนวน 205.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104.72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 104.89 ล้านบาท

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ PROS ในไตรมาส 2/2566 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คือ การลดลงของรายได้จากการขายและบริการ ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการขายและบริการ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ซึ่งส่งผลให้ขาดทุนสุทธิเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • รายได้ลดลง: สาเหตุหลักมาจากการรับรู้รายได้ตามความเหมาะสมของงานก่อสร้างที่ล่าช้าของโครงการ 60 จุดจร และโครงการ INSIDE BANGKOK SUKHUMVIT ที่เลื่อนการส่งมอบงานออกไป แม้จะมีบางโครงการที่ยังคงรับรู้รายได้ได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากโครงการที่ล่าช้าได้ทั้งหมด
  • ต้นทุนสูงขึ้น: ต้นทุนวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง และเพิ่มการขาดทุนจากการขายและบริการ
  • ค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้น: การลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่กดดันผลกำไรสุทธิ

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม

เอกสารระบุว่าโครงการ INSIDE BANGKOK SUKHUMVIT เตรียมส่งมอบงานในไตรมาส 2/2566 ซึ่งอาจช่วยหนุนรายได้ในไตรมาสถัดไป อย่างไรก็ตาม การรับรู้รายได้ตามความเหมาะสมของงานก่อสร้างที่ล่าช้ายังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา นอกจากนี้ การที่ต้นทุนวัสดุและค่าแรงยังคงอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้

Highlight สำคัญ

  • รายได้จากการขายและบริการ: 368.14 ล้านบาท ลดลง 28.47% YoY
  • ขาดทุนจากการขายและบริการ: 159.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 85.22 ล้านบาท YoY
  • ขาดทุนสุทธิ: 205.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104.72% YoY
  • ต้นทุนวัสดุและค่าแรง: เป็นปัจจัยหลักที่กดดันอัตรากำไรขั้นต้น
  • ความล่าช้าของโครงการ: ส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/2566

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการจำนวน 736.24 ล้านบาท ลดลง 15.97% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการรับรู้รายได้ตามความเหมาะสมของงานก่อสร้างที่ล่าช้าของโครงการ 60 จุดจร และ INSIDE BANGKOK SUKHUMVIT อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีกลุ่มงานที่สามารถรับรู้รายได้ได้ตามความเหมาะสมของงาน เช่น โครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าหลัก, โครงการก่อสร้างโรงงานผลิต Girder รถไฟคู่, โครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม และโครงการราชดำริ 12

ต้นทุนการขายและบริการสำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 1,056.20 ล้านบาท ลดลง 1.14% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ขาดทุนจากการขายและบริการอยู่ที่ 319.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 170.44 ล้านบาทในปีก่อน คิดเป็นอัตราขาดทุนที่ 43.45% และ 23.12% ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากการรับรู้ต้นทุนวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงที่สูงขึ้น

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 89.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.32% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ส่งผลให้บริษัทยังคงมีผลขาดทุนสุทธิสำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 จำนวน 410.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104.72% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 200.38 ล้านบาท

โอกาส

  • การฟื้นตัวของการลงทุนภาครัฐและเอกชน: ฝ่ายบริหารคาดว่าการลงทุนภาครัฐและเอกชนจะฟื้นตัวในปี 2566 ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการก่อสร้าง
  • โครงการที่ยังคงรับรู้รายได้: บริษัทยังมีกลุ่มงานที่สามารถรับรู้รายได้ได้ตามความเหมาะสมของงาน เช่น โครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าหลัก, โครงการก่อสร้างโรงงานผลิต Girder รถไฟคู่, โครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม และโครงการราชดำริ 12
  • การขยายธุรกิจ: ฝ่ายบริหารมีแผนขยายธุรกิจในกลุ่มงานวิศวกรรม, กลุ่มงานสาธารณูปโภค, กลุ่มเทคโนโลยีใหม่ และกลุ่มสุขภาพ ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้และกำไรในระยะยาว

ความเสี่ยง

  • ความล่าช้าของโครงการ: การเลื่อนการส่งมอบงานของโครงการ INSIDE BANGKOK SUKHUMVIT และโครงการ 60 จุดจร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้
  • ต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่สูงขึ้น: เป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้นและเพิ่มการขาดทุน
  • การแข่งขันในอุตสาหกรรม: การแข่งขันที่รุนแรงอาจส่งผลต่อความสามารถในการปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
  • ความผันผวนของเศรษฐกิจ: ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของลูกค้า

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • การส่งมอบงานโครงการ INSIDE BANGKOK SUKHUMVIT: จะสามารถดำเนินการได้ตามแผนและส่งผลต่อรายได้ในไตรมาส 3/2566 หรือไม่
  • แนวโน้มต้นทุนวัสดุและค่าแรง: จะมีทิศทางอย่างไร และบริษัทจะมีมาตรการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างไร
  • การรับรู้รายได้จากโครงการที่ล่าช้า: จะสามารถเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อชดเชยรายได้ที่เสียไปได้หรือไม่
  • ความคืบหน้าของแผนขยายธุรกิจ: กลุ่มงานวิศวกรรม, กลุ่มงานสาธารณูปโภค, กลุ่มเทคโนโลยีใหม่ และกลุ่มสุขภาพ จะสามารถสร้างรายได้และกำไรได้ตามเป้าหมายหรือไม่

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)

  • รายได้: รายได้จากการขายและบริการลดลง 28.47% YoY เป็น 368.14 ล้านบาท เนื่องจากความล่าช้าในการรับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้างหลักบางโครงการ
  • ต้นทุน: ต้นทุนการขายและบริการลดลง 11.97% YoY เป็น 528.10 ล้านบาท แต่ยังคงสูงกว่ารายได้ ทำให้เกิดขาดทุนจากการขายและบริการ
  • อัตรากำไรขั้นต้น: ติดลบอย่างมีนัยสำคัญ จากการที่ต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่สูงขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: เพิ่มขึ้น 5.83% เป็น 47.36 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการลงทุนในระบบ IT และค่าใช้จ่ายบริหารที่เพิ่มขึ้น

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

  • สินทรัพย์รวม: ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 1,258.40 ล้านบาท ลดลงจาก 1,404.96 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากการลดลงของสินทรัพย์ตามสัญญา (Contract Assets)
  • หนี้สินรวม: ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 66.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 59.72 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 196.53 ล้านบาท ลดลงจาก 192.20 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากผลขาดทุนจากการดำเนินงาน
  • อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio): อยู่ที่ 0.95 เท่า ลดลงจาก 1.25 เท่า ณ สิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของสินทรัพย์ตามสัญญา

สรุปท้าย

PROS เผชิญความท้าทายอย่างหนักในไตรมาส 2/2566 จากรายได้ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากความล่าช้าของโครงการ ประกอบกับต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แม้จะมีโอกาสจากการฟื้นตัวของการลงทุนและแผนขยายธุรกิจ แต่ความเสี่ยงจากความล่าช้าของโครงการและแรงกดดันด้านต้นทุนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป

ยังไม่มีความคิดเห็น